“รองฯโจ๊ก”ส่งทนายร้อง กสม. ชี้กรณีโฆษก ตร. แถลงข่าวเปิดคลิปเสียงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

148

เมื่อเวลา 10.00 น. (30 เม.ย.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความได้รับมอบหมายจาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ยื่นหนังสือร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และองค์ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน กรณีการแถลงข่าวของ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ และพวกเปิดคลิปเสียงชี้นำสังคม กระบวนการยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นการประจาน และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมี นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับการมอบหมายจาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ให้มายื่นหนังสือร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (OHCHR) เกี่ยวกับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวในวันที่ 18 เมษายน 2569ซึ่งทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทราบดีว่าพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ส่งสำนวนคดีนี้ทั้งหมด ไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ก่อนแล้ว ถ้าจะมอบในเรื่องที่ 1 อำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่ท่านในขณะนั้น 2 ในขบวนการอีกท่านอยู่ที่คณะผู้ไต่สวนอิสระซึ่งดำเนินการไปแล้ว ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยเรื่องกรอบอำนาจตามที่เราเคยเสนอ ในเรื่องนี้ควรจะเป้นไปตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และคนที่เกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหาซึ่งบัญญัติไว้นามรัฐธนรรนูญของ ป.ป.ช. มาตรา 45 วรรค2 ต้องไปในคราวเดียวกัน

ที่สำคัญคือการมาแถลงข่าวโดยการเปิดคลิปเสียงซึ่งอ้างว่าเป็นเสียงการสนทนาระหว่าง พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก กับ นายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด ซึ่งทนายที่มีชื่อไม่ใช่ตนเอง ส่วนนี้เราเองมองว่า 1 ไม่มีอำนาจ 2 เป็นการดำเนินคดีซ้ำ ในการที่มาดำเนินการเหล่านั้นควรจะต้องมีการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาลไม่ใช่พิสูจน์ที่หน้าจอทีวี เพราะฉะนั้นการพิพากษาต่างๆเพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานสังคมไม่ใช่ว่าพอมีประเด็นก็มาเปิดโต๊ะแถลงข่าวแล้วสรุป การสรุปนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เป็นลักษณะของการประจาน เหยียดหยาม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเรื่องนี้ยังไม่ได้การพิสูจน์แต่กลับมาชี้นำสังคม

ทั้งนี้การแถลงข่าวการให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2556 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2566 ข้อ1.2.2. ระบุว่า “ห้ามให้ข่าว แถลงข่าว และให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

1.2.2.4 เรื่องที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือจะเกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียงหรือผลประโยชน์แก่ผู้อื่น

1.2.2.5. เรื่องที่อาจส่งผลกระทบหรือเสียหายต่อคดี การกระทำดังกล่าวของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบของตนเองหรือไม่

วันนี้จึงมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการกระทำของ ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ เพียงใด และหากพบการกระทำใดๆอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่ฝ่าผืนดังกล่าว เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป

ด้านนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ในเรื่องของการมีกาีแถลงที่มีการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อดูว่าจะเข้าหลักเกณใด 1.เป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ 2.การประสานการคุ้มครอง 3.หากไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ กสม. ก็จะให้การช่วยเหลือทางอื่น ทั้งนี้ห่กเป็นเรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของศาล ก็จะตัดอำนาจของทาง กสม. ไป

ส่วนกรอบระยะเวลาหากไม่มีความซับซ้อนก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพิจารณาแล้วหากพบมีการละเมิดสิทธิตามที่ผู้ร้องมายื่น ตามอำนาจ กสม. ให้มีข้อเสนอแนะเพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยชน ซึ่งทาง กสม. เองไม่มีการกำหนดโทษใดๆ หากผู้ร้องต้องการดำเนินคดีอาญาหรืออื่นๆทางผู้ร้องต้องดำเนินการเอง