วันนี้ (28 เม.ย. 69) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภายื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า หลังจากที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องนายศักดิ์สยาม พรรคประชาชนมองว่าการแถลงข่าวของ ป.ป.ช. เสี่ยงจะเป็นการฟอกขาว เพราะข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าเป็นการซุกหุ้น จึงต้องใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อร้องขอให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรรมการ ป.ป.ช. ข้อหาการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนได้เริ่มยกร่างคำร้องแล้ว
โดยการเข้าชื่อมี 2 ช่องทางคือ เข้าชื่อผ่านสมาชิกรัฐสภา ต้องใช้ 140 เสียง สส. ของพรรคประชาชนมีอยู่แล้ว 119 คน เราจะหารายชื่อเพิ่ม 2 ทาง คือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะหารือในห้องประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านวันนี้ และคาดว่าน่าจะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นที่จะร่วมเข้าชื่อเพียงพอจนถึง 140 ชื่อได้ อีกทางคือ สว. ที่สนใจเข้าร่วมลงชื่อด้วย เบื้องต้นมี สว. ที่แสดงความประสงค์ 10 กว่าคน และอีกช่องทางที่สามารถเข้าชื่อได้ คือภาคประชาชนที่ต้องใช้ 20,000 รายชื่อ จึงอยากเชิญชวนประชาชนที่เห็นว่ามติของ ป.ป.ช. เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้เข้าชื่อเสนอเข้ามาอีกทางหนึ่ง
หากมีการเข้าชื่อทั้งสองทางคู่ขนานกัน จะคลายข้อกังวลที่บางคนคิดว่าประธานสภาฯ เมื่อได้รับเรื่องแล้วจะใช้ดุลยพินิจในการปัดตกเรื่องร้องเรียนไปยังศาลฎีกา เหมือนกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาฯ ทำไปก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยวันนี้คงได้เห็นท่าทีของพรรคอื่น เพราะตนเองได้ประสานมาบ้างแล้ว เข้าใจว่าบางพรรคอาจจะฟังคำชี้แจงหรือคำหารือจากตนเองแล้วจะนำข้อมูลไปประชุมพรรคในตอนบ่ายของวันนี้
เมื่อถามว่าสิ่งที่ยากกว่าคือ ประธานสภาฯ ยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกา จะต้องมีการคุยนอกรอบก่อนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับการคุยนอกรอบ ตามรัฐธรรมนูญสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถส่งเรื่องตรงไปยังศาลฎีกาได้ ซึ่งต้องผ่านประธานสภาฯ และประธานสภาฯ ต้องใช้ดุลยพินิจว่าจะส่งหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมานายวันมูหะมัดนอร์ ก็เคยปัดตกเรื่องร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีนาฬิกาเพื่อนของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ได้ใช้ดุลยพินิจปัดตกคำร้องโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ก่อนที่จะมีการยุบสภา สิ่งที่กังวลใจอีกเรื่องหนึ่งคือกรอบเวลา เพราะในกรณีของนายวันมูหะมัดนอร์ ใช้เวลาในการพิจารณาถึง 10 เดือน สุดท้ายก็ปัดตก
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า อยากเรียกร้องให้นายโสภณ ให้ความชัดเจนว่าจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาการเข้าชื่อทั้งสองระบบอย่างไร เช่น การตัดสินใจว่าจะทำบนพื้นฐานว่าคดีนั้นเกี่ยวข้องกับนักการเมืองพรรคใด หรือชัดเจนว่าจะใช้กรอบเวลาในการพิจารณาไม่เกินกี่วัน กี่เดือน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะคลายข้อกังวลกับประชาชนได้ แต่ทั้งนี้ สิ่งที่เรากำลังทำคู่ขนานกันอยู่คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 236 โดยการตัดดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออก ก็จะทำให้คำร้องที่ส่งไปยังประธานสภาฯ ก็จะเป็นเพียงทางผ่านไม่มีอำนาจในการปัดตกข้อร้องเรียนและเรื่องจะไปถึงศาล ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องอยู่ในอำนาจของนายโสภณเช่นกัน เพราะได้ยื่นร่างฉบับดังกล่าวไปตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามเราพร้อมที่จะพิจารณาทันทีที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบประชุม และนัดประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อผ่านวาระ 1 ไปได้เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานในการผ่าน 3 วาระ จึงอยากฝากคำถามไปยังประธานสภาฯ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 236 จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไร ว่าจะพิจารณาโดยหลักการและเหตุผล โดยไม่ได้ยึดติดว่าคดีนั้นเป็นของพรรคการเมืองท่านหรือไม่ 2. จะเปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและระเบียบวาระอื่น ๆ ที่ขณะนี้พร้อมพิจารณาแล้วเมื่อไร
นอกจากนี้ในที่ประชุมจะหารือวิปฝ่ายค้านเกี่ยวกับการยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาฯ ชุดก่อนของ ครม. ซึ่งตามกรอบเวลาต้องยืนยันก่อนวันที่ 12 พ.ค. นี้ เช่น ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ร่าง พ.ร.บ. PRTR พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน และอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งหากโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านมาแล้ว และตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ จะเชิญตัวแทนรัฐบาลมาชี้แจงในประเด็นนี้ ก่อนที่จะถึงเดดไลน์ตามกรอบกฎหมาย

