“วนัส”  จี้รัฐทบทวน “ฟรีวีซ่า” หลังทุนเทาสวมรอย-นักท่องเที่ยวไร้คุณภาพ ทำไทยได้ไม่คุ้มเสีย

65

กรุงเทพฯ, วันที่ 21 เม.ย. – นายวนัส ฮ้อแสงชัย อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อกระแส “ฟรีวีซ่า” ว่า แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะพุ่งสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งปัญหาที่ตามมากลับเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องตั้งคำถามว่า “ไทยได้ประโยชน์คุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องแบกรับหรือไม่” การเน้น “ปริมาณ” นักท่องเที่ยวโดยขาดการคัดกรองด้าน “คุณภาพ” อาจกำลังสร้างผลกระทบเชิงลบในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะกรณี “ทุนสีเทา” ที่แฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยว เพื่อดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายหรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนช่องโหว่ของระบบคัดกรองในปัจจุบัน

นายวนัส กล่าวว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนมีลักษณะคุณภาพต่ำ โดยแอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย หรือไม่มีเงินติดตัวเพียงพอ จนกลายเป็นภาระต่อสังคมไทย อีกทั้งการหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากยังส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเผชิญปัญหาคนล้น จนทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม และสาธารณูปโภคในเมืองหลักไม่สามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปัญหายังลุกลามไปถึงระบบสาธารณสุข เมื่อมีกรณีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยแต่ไม่มีประกันและไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ส่งผลให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแทน ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการคัดกรอง

สำหรับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยว นายวนัส เสนอว่าประเทศไทยควรปรับและให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากขึ้น ผ่านมาตรการคัดกรองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เริ่มจากการกำหนดให้มีการแสดงหลักฐานทางการเงินหรือแผนการเดินทาง เพื่อยืนยันว่ามาเพื่อการท่องเที่ยวจริงและมีกำลังใช้จ่าย ควบคู่กับการบังคับให้มีประกันการเดินทาง เพื่อป้องกันการใช้ภาษีของคนไทยในกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ และยังเสนอให้มีระบบลงทะเบียนล่วงหน้าแบบออนไลน์ (ETA) เพื่อใช้ตรวจสอบประวัติ โดยเฉพาะด้านอาชญากรรม เช่นเดียวกับที่หลายประเทศนำมาใช้ รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ เพื่อนำรายได้ไปฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนาระบบรองรับนักท่องเที่ยวในระยะยาว

ทั้งนี้ นายวนัส เน้นย้ำว่า หากประเทศไทยยังคงมุ่งเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ก็อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงถึงเวลาที่ภาครัฐต้องทบทวน “นโยบายฟรีวีซ่า” อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนให้กับประเทศในอนาคต