2 พี่น้องเหยื่อสงกรานต์เลือด โดนขี้เมาอันธพาลบุกทำร้าย พี่โดนแทงคอ น้องถูกขวดเบียร์ฟาดหูฉีก คดีไม่คืบร้องกองปราบ

70

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 เม.ย. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายธมนันท์ แตงทิม หรือ จ่าคิงส์ พานายชำนาญ (เก่ง) อายุ 38 ปี พนักงานโรงงานผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ และนายวิทยา (โก้) อายุ 29 ปี พนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง สองพี่น้องผู้เสียหาย เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังถูกนายชัย ขาใหญ่เมาสุราบุกหาเรื่องถึงหน้าบ้าน ก่อนใช้มีดแทงคอและขวดเบียร์ตีจนบาดเจ็บสาหัส ก่อนหน้านี้แจ้งความตำรวจท้องที่แล้วแต่คดีไม่คืบหน้า

นายชำนาญ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 21.00 น. ที่บ้านเลขที่ 29/5 ม.2 ต.คลองหนองงูเหลือม อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะที่ครอบครัวกำลังพักผ่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้มีชายลักษณะคล้ายคนมึนเมาเข้ามาด่าทอหาเรื่องและท้าทายคนในบ้าน เมื่อออกไปดูก็เห็นว่าเป็นนายชัย ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นขาใหญ่ ประจำหมู่บ้าน เท่าที่ทราบอดีตเคยเป็นผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่า และคดีเกี่ยวข้องยาเสพติดมาก่อน

จากนั้นตนจึงเดินออกไปเพื่อเจรจา แต่ระหว่างพยายามพูดเกลี่ยกล่อมกลับถูกคู่กรณีชักมีดออกมา “แทงเข้าที่ลำคอ” ทันที ขณะเดียวกัน นายวิทยา น้องชายเห็นท่าไม่ดี จึงพยายาทจะเข้ามาช่วยก่อนถูกนายชัย ใช้ “ขวดเบียร์ฟาดเข้าที่ใบหู” อย่างแรงจนได้รับบาดเจ็บไปอีกคน

“สำหรับนายชัย ผู้ก่อเหตุรายนี้ ทราบว่า มีพฤติกรรมเป็น “ขาใหญ่ในชุมชน” เคยมีประวัติก่อเหตุทุบรถและทำร้ายร่างกายชาวบ้านมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยถูกดำเนินคดีอย่างจริงจัง อีกทั้งเมื่อปี 2567 ผู้ก่อเหตุเคยเอาจอบมาตีที่รถจักรยานยนต์ รวมถึงเคยก่อเหตุใช้แท่งปูนทุ่มใส่รถปิคอัพของพวกตน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแจ้งความดำเนินคดี แต่ตำรวจเอาตัวไปดำเนินคดีก็ทำได้แค่กักขังแทนค่าปรับอยู่ 2 เดือน ก่อนจะมาก่อเหตุใช้มีดและขวดเบียร์ ตีแทง 2 พวกตนเมื่อข่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา”

นายชำนาญ กล่าวอีกว่า ตอนนี้คนในบ้านหวาดกลัวมาก เพราะผู้ก่อเหตุยังลอยนวล ใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลัวว่าจะกลับมาล้างแค้นหรือทำร้ายคนอื่นอีก จึงอยากให้กองปราบช่วยเร่งรัดคดีและนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เบื้องต้นพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้ทำการสอบปสกคำผู้เสียหายไว้เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาควบคู่พยานหลักฐาน ก่อนประสานไปยังพนักงานสอบสวน สภ.ภาชี ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ให้เร่งรัดนำตัวคู่กรณีมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป