แอคชั่นของ”แม่ทัพภาคที่ 4”ปลุกความหวังชาวบ้าน 3 จว.ใต้ วอนแก้ปมกระทบชีวิตพื้นฐานก่อน

87

เคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่เขียนเพื่อสะท้อนปัญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา จะนะ นาทวี เทพาและสะบ้าย้อย อีก  เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรแถมญาติพี่น้องและเพื่อนในพื้นที่บอกว่าปัญหาเดิมๆ รัฐบาล แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัด เลขา ศอ.บต. และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แค่หมุนเวียนมารับตำแหน่ง พอได้ตำแหน่งและผลประโยชน์แล้ว ย้ายกลับหรือบางคนมาเพียงเพื่อได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้วเกษียณอายุกลับถิ่นฐานไป

         ตลอดเวลากว่า 20 ปี คนในพื้นที่ต่างทราบกันดีว่าปัญหาความไม่สงบฯถูกใช้เป็นใบเบิกทางให้เผด็จทหารชูเป็นเงื่อนไขก่อรัฐประหารมาแล้วถึงสองครั้ง ตั้งแต่ปี 2549 และ 2557 แต่ปัญหายังวนเวียนเหมือนวงจรอุบาทว์ ที่พวกผู้ปกครองหมุนเวียนกันมากอบโกยผลประโยชน์ จนชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเลี้ยงไข้ ไว้สูบผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของผู้เกี่ยวข้องทุกองคาพยพ

       ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้อง ต่างรับรู้รับทราบถึงรากเหง้าของปัญหา แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ไหลเข้ากระเป๋า เลือกสงบปากสงบคำแบบธุระไม่ใช่แต่รับเงินเดือนและผลตอบแทนแบบเต็มๆ

       จากอาการไม่ขยับหรือเกียร์ว่างของบรรดาข้าราชการ ส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกของชาวบ้านในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปแบบแกนๆเพื่อให้อยู่รอดไปวันๆ ประคับประคองธุรกิจให้อยู่มากกว่าหวังกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมระหว่างไทยพุทธ มุสลิมและไทยเชื้อสายจีน แค่วันสำคัญทางศาสนารัฐบาลกลับเอาใจมุสลิมและคนจีน ด้วยประกาศให้เป็นวันหยุดราชการพิเศษ   แต่ไทยพุทธกลับให้หัวหน่วยราชการให้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเทศกาลงานบุญเดือนสิบที่ชาวปักษ์ใต้ 14 จังหวัดให้ความสำคัญ นอกจากร่วมกันทำบุญแล้วยังเป็นวันพบปะญาติพี่น้องอีกต่างหาก
       

นี่คือเหตุผลที่ไม่อยากเขียนถึง แต่ที่ต้องเขียนถึงอีก เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์”จอมมารน้อย”กลับถิ่นเดิมในจังหวัดชายแดนใต้ ถามสารทุกข์ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลำบาก รายได้ถดถอย ปัญหาความไม่สงบมีให้เห็นรายวัน

             จังหวะนั้นหยิบประเด็นที่ พล.ท.นรธิปโพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงปัญหาในพื้นที่และพุ่งเป้าไปที่โรงเรียนปอเนาะและตาดีกา บางแห่งบ่มเพาะและสอนไปในทางที่ผิด อยากให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าไปตรวจสอบ รวมถึงพูดถึงต้นเหตุแห่งปัญหาหมักหมนมานาน ขึ้นมาคุยและมองตรงกันในฐานะชาวบ้านธรรมดาว่า พล.ท.นรธิป กล้ามากที่พูดถึงโรงเรียนปอเนาะอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดความรู้สึกแบบมีความหวังได้บ้างว่านับแต่นี้ไปคงจะได้เห็นการแก้ปัญหาความไม่สงบแบบเชิงรุกบ้าง

    พลันที่ แอคชั่นของ พล.ท.นรธิป แพร่ออกไปมีทั้งเสียงเชียร์และเสียงตำหนิ ถึงขั้นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรับมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โชว์บทท้าวมลีวราช จน พล.ท.นรธิป เอ่ยวาจาขอโทษ พร้อมทิ้งท้ายว่าจะต้องเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนปอเนาะแน่นอน

     ดังนั้นจากนี้ต้องจับตาดูจังหวะก้าวของ พล.ท.นรธิป จะขยับแบบเชิงรุกแค่ไหน แต่การจุดพลุให้กระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปตรวจสอบบังเกิดผลแล้ว เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเชิญโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาหารือที่กระทรวงฯวันที่ 29 เมษายนนี้ และจะมีหน่วยงานอื่นออกแอคชั่นตามหรือไม่คงต้องติดตาม

        แต่สำหรับสุจริตชนคนธรรมดาทั้งพุทธและมุสลิม ไม่ได้คาดหวังว่าปัญหาความไม่สงบจะจบลงโดยเร็ว นอกจากความหวังจะได้เห็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตในประจำวัน ได้รับการแก้ไขจนทำให้สัมผัสได้ถึงความปลอดภัยในการใช้ชีวิตเท่านั้น มีแค่ 2-3 ปัญหาเท่านั้น

  ปัญหาแรกที่อยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีอำนาจเต็มในการคุมพื้นที่ เร่งบูรณาการแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร จัดการผู้ค้ารายย่อยทั้งค้าและเสพ รวมถึงผู้เสพ เข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วจัดการผู้ค้ารายใหญ่แบบเฉียบขาด ที่เป็นเครือข่ายใหญ่มีนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นอยู่ในองค์กร คอยคุ้มครองดูแลให้การลำเลียงยาเสพติดไปประเทศเพื่อนบ้านรื่นไหล อดีต ส.ส.คนหนึ่งในพื้นที่บอกว่าให้สังเกตว่าถ้ามีเหตุระเบิดใหญ่หรือเหตุระเบิดรางรถไฟ จะเป็นการส่งสัญญาณใบเบิกทางลำเลียงยาเสพติดบิ๊กล็อตไปประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว

     ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นหนามตำใจของชาวบ้านมานานมากแล้ว และต่างทราบกันดีว่าการก่อเหตุแต่ละครั้ง ผู้บงการจะจ้างสิงห์ขี้ยาประจำถิ่นให้ดำเนินการอาทิ นำระเบิดไปวางตามจุดต่างๆ ถ้าปัญหานี้ได้รับการไขอย่างจริงจัง ความสงบจะลดลงและอาจจะได้เห็นโฉมหน้านักการเมืองบางกลุ่มและแกนนำกลุ่มโจร ที่อยู่เบื้องหลังก็เป็นได้

          ปัญหาที่2คืออยากเห็นแม่ทัพภาคที่ 4 ปรับยุทธศาสตร์เกี่ยวกับจุดตรวจต่างๆที่ตั้งอยู่บนถนนเกือบทุกสายเสียใหม่ เพราะที่ผ่านมาหย่อนยานมาก เกิดเหตุทุกครั้งไม่เคยจับผู้ก่อเหตุได้ทันควันเลยทั้งที่ด่านตรวจมีมากเหมือนใยแมงมุม

     ปัญหาที่ 3 คืองานการข่าวต้องแม่นยำ ด้วยการบูรณาการงานข่าวทุกหน่วยเข้าด้วยกัน ประเภทเกิดเหตุแล้วมาบอกว่าได้แจ้งเตือนล่วงหน้าแล้ว ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป
   
นี่คือข้อเสนอแบบประสาชาวบ้านไม่มีได้อะไรซับซ้อน และเพียงแค่ต้องการเห็นบรรยากาศการใช้ชีวิตก่อนปี 2547 เท่านั้น  ซึ่งคาดว่า พล.ท.นรธิป น่าจะขับเคลื่อนได้ เท่าที่ติดตามข่าวหลังออกแอคชั่นมีเสียงขานรับจากชาวบ้าน อินฟูลเอนเซอร์ ล้นหลาม รวมถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

   
ที่สำคัญบางกลุ่มถึงขั้นอนุมานแบบมีความหวังว่าไฟเขียวดับไฟใต้บังเกิดแล้ว !!!