“ชื่นชม ตำรวจ ทหาร”ยืด อกรับทั้งที่กางกฎหมายทำงาน ย้ายแม่ทัพตามแรงกดดัน…แล้ววันหน้าจะเอาอะไรคุมประเทศ?

457

ไฟใต้ยังไม่ดับ ความหวาดระแวงยังไม่จาง แต่สิ่งที่กำลังน่าห่วงยิ่งกว่าเสียงระเบิด คือ “เสียงกดดันรัฐ” ที่ดังขึ้นทุกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐขยับทำงาน แล้วมีบางกลุ่มไม่พอใจ

กรณีองกรณ์ศาสนา ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน หลังไม่พอใจกรณีพาดพิงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา เป็นประเด็นที่สังคมต้องมองให้ลึกกว่าแค่เรื่องคำพูด เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่ “ใครพูดพลาด”แต่คือ ถ้ารัฐบาลยอมทุกครั้งที่ถูกกดดัน ประเทศนี้จะเหลืออำนาจปกครองตรงไหน?

คำขอโทษมีแล้ว…แต่ยังไม่พอ.?แม่ทัพภาค 4 ออกมาชี้แจงต่อหน้าสื่อ ยอมรับว่าสื่อสารคลาดเคลื่อน พร้อมกล่าวขอโทษอย่างตรงไปตรงมา นี่คือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในกรอบ ตรวจสอบได้ รับผิดชอบได้ และกล้าเผชิญหน้าคำถาม ต่างจากบางกลุ่มที่ใช้กระแสสังคมเป็นเครื่องมือ กดดันให้ “ย้ายคน” ราวกับตำแหน่งแม่ทัพเป็นหมากบนกระดานการเมือง ถ้าขอโทษแล้วไม่จบ
ถ้าชี้แจงแล้วไม่พอ ถ้าทุกเรื่องต้องลงเอยด้วยการเด้งออกจากตำแหน่ง ต่อไปใครจะกล้าตัดสินใจทำงาน?ตอบที..!!!

”พยัคฆ์น้อย ๑๐๙“ขอชื่นชมตำรวจ-ทหาร ที่ยืนอยู่บนกฎหมาย ต้องยอมรับตรงไปตรงมา วันนี้ตำรวจและทหารจำนวนมากทำงานภายใต้แรงเสียดทานมหาศาล ทำเร็วก็ถูกหาว่ารุนแรงทำช้าก็ถูกด่าว่าไร้น้ำยาพูดก็โดนขยายผล เงียบก็โดนกล่าวหา แต่หลายหน่วยยังยืนหยัดใช้กฎหมายเป็นกรอบ ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวนำ นี่ต่างหากที่ควรได้รับคำชื่นชม

เจ้าหน้าที่ที่ออกมานั่งให้สื่อซักถาม ยอมตอบทุกประเด็น คือภาพของระบบประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เผด็จการอย่างที่บางคนพยายามตีตรา สื่อบางส่วน…เลิกเป็นศาลได้แล้ว น่าเสียดายที่สื่อบางแขนงทุกวันนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข้อเท็จจริง แต่กลับหลงบทบาท “ผู้ชี้นำสังคม”ตัดคลิปสั้น ตั้งหัวแรงปลุกอารมณ์ ปั่นยอดวิว แล้วปล่อยให้โลกโซเชียลทำหน้าที่พิพากษาคนแทนศาล นี่ไม่ใช่สื่อมืออาชีพ นี่คืออุตสาหกรรมความเกลียดชังที่หากินกับความขัดแย้ง

นักสิทธิมนุษยชนที่มักเลือกที่จะเงียบตอนประเทศชาติ ประชาชนเกิดวิกฤต อีกกลุ่มที่ประชาชนมองออก คือพวกอีแอบนักสิทธิมนุษยชน บางคนจะโผล่มาเฉพาะตอนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ยามประชาชนโดนระเบิด ครูโดนยิง พระโดนฆ่า ชาวบ้านถูกคุกคาม กลับไม่เห็นบทบาทชัดเจน สิทธิมนุษยชนต้องปกป้อง “ทุกคน” ไม่ใช่เลือกปกป้องเฉพาะคนที่เข้ากับอุดมการณ์ตัวเอง

กฎหมายต้องใช้เท่ากันทั้งแผ่นดินสิ่งที่สังคมไทยต้องยืนยันให้ชัด คือกฎหมายต้องใช้เสมอภาคทั่วประเทศ ไม่ใช่เข้มงวดกับบางกลุ่ม แต่อ่อนยวบเมื่อถึงปลายด้ามขวาน ไม่ใช่บางพื้นที่กดดันรัฐได้ บางพื้นที่ต้องก้มหน้ารับชะตา ถ้าประเทศเดียวกัน แต่ใช้มาตรฐานคนละชุด นั่นต่างหากคือเชื้อเพลิงแห่งความแตกแยก

ถ้ายอมวันนี้…พรุ่งนี้จะย้ายใครอีก? วันนี้ขอให้ย้ายแม่ทัพ,พรุ่งนี้อาจขอย้ายผู้ว่าฯ,มะรืนอาจขอย้ายผู้การต่อไปใครไม่พอใจก็รวมตัวกดดันรัฐได้หมด? ถ้าปล่อยบรรทัดฐานนี้เกิดขึ้น ประเทศจะไม่ได้ถูกปกครองด้วยกฎหมาย แต่ถูกปกครองด้วยเสียงขู่และวันนั้น คนแพ้ไม่ใช่แม่ทัพภาค 4 แต่คือประเทศไทยทั้งประเทศ

เคสนี้ต้องขอชื่นชมตำรวจและทหารทุกนายที่ยังยึดกฎหมายเป็นเข็มทิศ แม้ต้องเผชิญแรงเสียดทานสารพัดบ้านเมืองจะอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะเสียงดังที่สุดชนะแต่เพราะ กฎหมายต้องใหญ่ที่สุดเสมอ จำไว้…ถ้ารัฐถอยทุกครั้งที่ถูกขู่ วันหนึ่งรัฐจะไม่เหลือพื้นที่ให้ยืน