หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมยายพิการป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ร้อง “สายไหมต้องรอด” วอนแม่นางเอกดังใช้หนี้ หลังเบี้ยวเงินแสนมานาน 7 ปี

ยายพิการป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ร้อง “สายไหมต้องรอด” วอนแม่นางเอกดังใช้หนี้ หลังเบี้ยวเงินแสนมานาน 7 ปี

สุดรันทด คุณยายวัย 70 ปี พิการขาขาด ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เดินทางร้องเพจ “สายไหมต้องรอด” ขอความช่วยเหลือ หลังให้เพื่อนยืมเงินกว่า 1 แสนบาท อ้างรอลูกสาวซึ่งเป็นนางเอกดังใช้คืน แต่ผ่านไป 7 ปีไร้วี่แวว ขณะเจ้าตัวไร้เงินรักษา ต้องการเงินไปทำขาเทียม

วันที่ 19 เมษายน 2569 ที่เพจสายไหมต้องรอด ถนนวัดเกาะ เขตสายไหม กรุงเทพฯ ผู้เสียหายหญิงสูงอายุ อดีตข้าราชการประจำกระทรวงศึกษาธิการ อายุ 70 ปี ซึ่งมีความพิการขาขาด และกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือ 

หลังถูกอดีตคนรู้จักยืมเงินจำนวน 100,000 บาท แล้วไม่ยอมชดใช้คืนเป็นเวลานานกว่า 7 ปี

ผู้เสียหาย เล่าทั้งน้ำตาว่า ในปี 2562 หลังจากได้รับเงินบำนาญจากการเกษียณอายุราชการ ได้ให้บุคคลรายหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันยืมเงิน โดยเงินดังกล่าวเป็นเงินบำนาญก้อนสุดท้ายในชีวิต จำนวนประมาณ 200,000 บาท โดยได้นำไปให้เพื่อนที่รู้จักกันผ่านแวดวงราชการยืมลงทุนโครงการปลูกป่า แต่เมื่อครบกำหนดชำระ กลับถูกผัดผ่อนมาโดยตลอด โดยอีกฝ่ายอ้างว่าจะนำเงินมาคืนให้ภายหลัง เนื่องจากรอเงินจากลูกสาว ซึ่งเป็นนางเอกและพิธีกรชื่อดัง

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหาย ระบุว่า ยังไม่ได้รับเงินคืนตามที่ตกลงไว้ ซ้ำยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอย่างหนัก โดยเริ่มป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่ปี 2561 ก่อนลุกลามไปยังปอดและกระดูก จนต้องตัดขาในที่สุด และปัจจุบันต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ

ผู้เสียหาย เล่าอีกว่า ขณะนี้มีเงินติดบัญชีเพียงหลักหมื่นต้นๆ ซึ่งเป็นเงินที่ญาติโอนช่วยเหลือ ขณะที่ค่าขาเทียม มีราคาสูงตั้งแต่ 200,000–400,000 บาท ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามกำหนด

ผู้เสียหาย ยืนยันว่า จุดประสงค์ในการร้องเรียนครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเป็นข่าว แต่ต้องการเพียงให้ลูกหนี้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เพื่อนำไปใช้รักษาตัวและทำขาเทียม โดยมีกำหนดเข้ารับการประเมินเพื่อใส่ขาเทียมในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ ผู้เสียหายฝากถึงลูกหนี้และครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ให้แสดงความรับผิดชอบ และคืนเงินที่ยืมไป เพื่อช่วยให้เธอมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ผู้เสียหาย ยังเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลังแพทย์ประเมินอาการล่าสุด ระบุจำเป็นต้องใส่ขาเทียมโดยด่วน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ประมาณ 200,000 ถึงกว่า 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ แต่ด้วยสภาพการเงินในปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

นอกจากนี้ ภายหลังทำสัญญาทวงหนี้และกำหนดงวดชำระครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา กลับได้รับเงินคืนเพียง 2,400 บาท และเมื่อติดตามทวงถามเพิ่มเติม ก็ได้รับเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่ค่าออกซิเจนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ผู้เสียหาย กล่าวว่า ปัจจุบันต้องพึ่งพาเครื่องออกซิเจนตลอดเวลา เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปที่ปอด ทำให้หายใจลำบาก ค่าใช้จ่ายเฉพาะอุปกรณ์ออกซิเจนก็สูง โดยสามีต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากขาดอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด บอกว่า กรณีนี้เป็นข้อพิพาททางแพ่ง ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายได้ แต่เนื่องจากเหตุการณ์ยืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี และผู้เสียหายมีอาการป่วยหนัก จึงอยากขอวิงวอนให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบโดยเร็ว พร้อมฝากถึงลูกหนี้และครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ขอให้เห็นใจผู้ป่วยและนำเงินมาคืนโดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นฟ้องร้อง เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลานาน และอาจไม่ทันต่อความจำเป็นในการรักษาของผู้เสียหายในขณะนี้

ทั้งนี้ ผู้เสียหาย ย้ำว่า ต้องการเพียงเงินคืนตามจำนวนที่ยืมไป เพื่อนำไปใช้รักษาตัวและจัดทำขาเทียม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้เท่านั้น

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img