“ท่านลองนึกดูว่าหากไม่มีเรื่องความไม่สงบทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีความสวยงามมาก ทำไมเราปล่อยให้สิ่งที่เป็นจุดแข็งเก็บไว้ในซอกกำแพง ทำให้ความไม่สงบและความแตกสามัคคีเกิดขึ้น เราต้องไปสร้างความเข้าใจ เพราะทุกฝ่ายเจ็บหมด แพ้หมด”วาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวระหว่างลงตรวจราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดปลายด้ามขวาน

ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัด อยากให้เป็นจริงในทางปฏิบัติที่สุด เพราะนับแต่ไฟใต้ปะทุมากว่า 20 ปี ต่างอยู่ในอาการขวัญผวา หลายคนเลือกทิ้งถิ่นเพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เศรษฐกิจในพื้นที่จากรุ่งเรืองค่อยๆทรุดตัวลง ย่านธุรกิจซบเซา
ต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่าความไม่สงบในพื้นที่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา จะนะ นาทวี เทพาและสะบ้าย้อย กลายเป็นเครื่องมือของ นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง แสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ จนเกิดความรู้สึกฝังใจว่าความไม่สงบที่ที่เกิดขึ้นเป็นความจงใจเพื่อเลี้ยงไข้
ที่ผ่านมาผู้นำหรือหัวหน้าส่วนราชการการส่วนใหญ่เลือกที่จะสงบปากสงบคำพูดถึงปัญหาและแนวทางที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะเมื่อพูดแล้วภัยจะมาถึงตัว หรือพูดแล้วเกรงว่าจะถูกหน่วยเหนือตำหนิ หรือพูดแล้วเกรงว่าผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม จะลุกฮือประท้วง
ซึ่งเป็นไปตามคาดเมื่อพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ ลงดูข้อเท็จจริงเรื่องบีอาร์เอ็น ใช้สถานศึกษา เช่น ปอเนาะ และตาดีกา เป็นที่บ่มเพาะเยาวชน ว่าบางโรงเรียนเขาสอนอะไรบ้าง ต้องเอาเรื่องจริงมาคุยกัน อย่าเรื่องจินตนาการดูสวยหรูแต่ไม่เกิดประโยชน์ ที่พูดเพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา และที่ทำอยู่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงถูกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวของประชาชนหลายกลุ่มผ่านสื่อโซเซียลในทำนองสนับสนุนและเห็นด้วยกับแม่ทัพภาค 4 อาทิ แม่ทัพภาค 4 กล้าเอาความจริงที่ซุกอยู่ใต้ดินขึ้นมาพูดบนโต๊ะ มาคุยในที่แจ้ง ประเด็นดังกล่าวเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี กับการปลูกฝังความเชื่อผิดๆให้กับนักเรียนศาสนา ที่แม่ทัพภาคที่ 4 ย้ำว่าเป็นโรงเรียนสอนศาสนา ปอเนาะ บางแห่งเท่านั้น ไม่ได้เจาะจง แต่กลับมีบางคนบางกลุ่มต้องการให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จึงลงมือทำกันเป็นเครือข่ายโดยไม่ดูข้อเท็จจริง มุ่งหวังให้แม่ทัพภาค 4 ย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 30 เมษายน หากไม่ตอบรับไม่ว่ากรณีใดๆขอระงับความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง ทุกกรณี
ขณะที่ชาวบ้านยะลา ให้ความเห็นานับแต่ไฟใต้ปะทุมากว่า 20 ปี เพิ่งเคยได้ยินแม่ทัพภาคที่ 4 กล้าแสดงความเห็นเกี่ยวกับโรงเรียนสอนศาสนาหรือโรงเรียนปอเนาะแบบตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาโรงเรียนปอเนาะเสมือนแดนสนธยาที่คนไทยพุทธ ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้ แม้แต่ข้าราชการจะเข้าไปตรวจสอบแบบไม่ให้ตั้งตัวเพื่อตรวจเนื้อหาหลักสูตร ก็เข้าไปไม่ได้ต้องใช้เวลาขออนุญาตตามขั้นตอน ต่างจากโรงเรียนที่ไทยพุทธและมุสลิม ศึกษาร่วมกัน
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อแม่ทัพภาคที่ 4 มีอำนาจเต็มในการแก้ปัญหาไฟใต้กล้าที่จะพูดความจริงถึงรากเหง้าของปัญหา จะได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะชาวไทยพุทธ ที่ทนอึดอัดมานาน และไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่บรรดาผู้นำในโรงเรียนสอนศาสนาออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ เพราะผลประโยชน์ที่นั่งทับอยู่กำลังถูกแตะต้อง
การเคลื่อนไหวของพล.ท.นรธิป เสมือนกับการชักธงรบกับกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มที่เสพสุขบนความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม มีหลายกลุ่มด้วยกันอาทิ นักการเมืองทั้งระดับชาติยันระดับท้องถิ่นบางกลุ่ม พัวพันแก๊งค้ายาเสพติด ธุรกิจสีเทา และฮั้วประมูลจากภาครัฐ รวมถึงพวกผู้นำศาสนา ครูสอนศาสนา บางคนบางกลุ่ม และแก๊งโจรที่อ้างเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติและธุรกิจสีเทา ปลุกปั่นเยาวชนและสร้างสถานการณ์ ย่อมจะเจออุปสรรคขัดขวางจากกลุ่มเหล่านี้ถึงขั้นไล่ออกนอกพื้นที่แน่นอน
แต่เพื่อไม่ให้อุปสรรค์เหล่านี้เข้ามาก้ำกราย พล.ท.นรธิป ต้องจัดการกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาดโดยเร็ว ข้อครหาทหารเลี้ยงไข้ เพื่อหวังผลประโยชน์จากงบประมาณ ข้อครหากำลังพลทิพย์ที่คอยสูบเบี้ยเลี้ยงแบบไร้ตัวตนเข้ากระเป๋าบรรดาผู้บังคับบัญชาทุกระดับ และข้อครหาหน่วยข่าวไร้ประสิทธิภาพ พอเกิดเหตุแล้วบอกว่าแจ้งเตือนแล้วไม่ระวังกัน เอง เป็นต้น ข้อครหาเหล่านี้จะต้องถูกลบออกจากความทรงจำของประชาชน โดยเร็ว ถ้าจัดการได้จริงและรวดเร็วเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
ถ้า พล.ท.นรธิป กล้าที่จะจัดการกับข้อครหารวมถึงเดินหน้าแก้ไฟใต้แบบจริงจัง เชื่อว่านายอนุทิน คงจะเป็นแบ๊กให้พิงได้เป็นอย่างดีด้วยวาทกรมที่เสมือนคำสัญญาว่า ”ถ้ายังมีเกียร์ว่างหรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกฯมีอำนาจไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาคนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกฯย้ายได้จะย้ายให้ดู”
ดังนั้นเมื่อมองถึงความตั้งใจของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่กล้าสะท้อนความจริงแบบที่ไม่มีแม่ทัพภาคที่ 4 คนไหนกล้ามาก่อน บวกกับความต้องการของนายอนุทินที่อยากเห็นความสวยงามของ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โผล่ออกจากซอกของกำแพงแห่งความไม่สงบ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าแสงที่ปลายอุโมงค์เจิดจ้ายิ่งนัก !!!


