“ปอเนาะบนทางสองแพร่ง: รักษาราก หรือสร้างระบบ—ไทยจะเลือกทางไหนก่อนจะสายเกินไป?”

58

ไทยยืนข้าง ‘ราก’แต่ระบบยังเปราะมาเลเซียสร้าง ‘ระบบ’ แต่รากเริ่มสั่นคลอนบทเรียนชัด การพัฒนาที่ไม่เข้าใจ อาจกลายเป็นการรื้อทำลายตัวตนโดยไม่รู้ตัว

ก่อนเขียน คอลัมน์ ฯ วันนี้ พยัคฆ์น้อยร้อยเก้า คิดทบทวนอยู่หลายรอบว่า“จะเขียน – ควรเขียนดีหรือไม่.”แต่ได้ค้นข้อมูลทางวิชาการจากผู้รู้เฉพาะทาง จากนักวิขาการ หลากหลายคน แล้วอ่าน วนๆหลายๆครั้งเพราะต้องยอมรับว่า มันละเอียดอ่อนแถม ตัว ”พยัคฆ์น้อยร้อยเก้า“ ก็มิอาจมีภูมิในทางวิชาการเชิงลึกอีกด้วย แต่ทบทวนวนๆมันก็ตกผลึกโดยสัญชาติญาน จึงตัดสินใจเขียน

“ประเทศไทยเลือก “รักษาราก”
แต่ยังไม่สามารถสร้าง “ระบบ” ที่แข็งแรงรองรับได้ขณะที่มาเลเซียเลือก “สร้างระบบ”แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงในการสูญเสีย “ราก”นี่ไม่ใช่เรื่องใครถูกหรือผิดแต่มันคือ “ทางเลือกเชิงโครงสร้าง” ที่ต่างกันและคำถามที่แท้จริงคือเราจะหาจุดสมดุลระหว่าง “ความเป็นตัวตน” กับ “ความทันสมัย” ได้หรือไม่

บทเรียนสำคัญ: การพัฒนาไม่ใช่การแทนที่ แต่คือการเข้าใจ ความผิดพลาดของนโยบายจำนวนมากในอดีตไม่ได้เกิดจาก “ความตั้งใจไม่ดี”แต่เกิดจาก “ความไม่เข้าใจ”รัฐมักเข้าใจว่าการพัฒนา การจัดระบบ การทำให้เหมือนกัน แต่สำหรับปอเนาะการพัฒนาแบบนั้น เท่ากับการ “รื้อ” มากกว่าการ “สร้าง”

ดังนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่“จะทำให้ปอเนาะทันสมัยได้อย่างไร”แต่ต้องถามใหม่ว่า “จะทำให้ปอเนาะทันสมัย โดยยังคงเป็นปอเนาะอยู่ได้อย่างไร”นี่คือหัวใจของโจทย์ทั้งหมด

“4 ทางออกเชิงนโยบาย: เมื่อศรัทธาต้องเดินคู่โลกจริง”(1) Dual System แบบยืดหยุ่น: สองโลกในหนึ่งระบบการศึกษาศาสนา ไม่ควรถูกแทนที่แต่ต้อง “เสริม” ด้วยทักษะที่ใช้ได้จริง ศาสนา สร้างแกนชีวิตวิชาชีพ สร้างความอยู่รอด ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ต้อง “มีทั้งสองอย่างโดยไม่หักล้างกัน” (2 )รัฐต้องสนับสนุน แต่ไม่ครอบงำงบประมาณจำเป็นแต่ “อำนาจควบคุม” ต้องมีขอบเขต บทเรียนจากมาเลเซียชัดเจนว่า เมื่อรัฐให้มากเกินไป รัฐก็ “กำกับมากขึ้น” ตามไปด้วยและเมื่อกำกับมากเกินไป สิ่งที่หายไปก่อนคือ “ความเป็นตัวของตัวเอง”(3)ครูคือกุญแจ: รุ่นใหม่ต้องอยู่ได้สองโลก ครูปอเนาะในอนาคต ต้องไม่ใช่แค่ผู้รู้ศาสนาแต่ต้องเป็น “สะพาน” ระหว่าง โลกศรัทธา กับโลกเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ถ้าครูยังอยู่ในโลกเดียว ศิษย์ก็จะถูกจำกัดอยู่ในโลกนั้นเช่นกัน(4 )อาชีพคือคำตอบสุดท้ายของความยั่งยืนไม่มีระบบการศึกษาใดอยู่ได้ถ้ามันไม่สามารถทำให้ผู้เรียน “มีชีวิตอยู่ได้จริง”ปอเนาะก็เช่นกันศิษย์ต้องมีทางเลือกต้องมีรายได้ต้องมีศักดิ์ศรีในโลกเศรษฐกิจไม่เช่นนั้นศรัทธาจะกลายเป็น “ภาระ” แทนที่จะเป็น “พลัง”

สุดท้าย: ปอเนาะไม่ใช่ปัญหา—แต่วิธีมองของรัฐต่างหากที่เป็นปัญหาปอเนาะไม่เคยล้าหลังและไม่เคยเป็นภัยโดยตัวมันเอง ในทางตรงกันข้าม มันคือ “ทุนทางสังคม” ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งของชายแดนใต้ แต่สิ่งที่ทำให้ปอเนาะกลายเป็น “ปัญหา” คือวิธีที่รัฐเลือกจะมองมัน ถ้ามองว่าเป็น “พื้นที่ต้องควบคุม” ความระแวงจะเกิดขึ้นทันที แต่ถ้ามองว่าเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา”ความร่วมมือจะตามมาเอง นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ”

บทเรียนจาก ประเทศเพื่อนบ้าน: ไม่ต้องลอก แต่ต้องเข้าใจ มาเลเซียไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่เขาแสดงให้เห็นว่า“ระบบ” สามารถสร้างได้ คำถามคือประเทศไทยจะสร้างระบบโดยไม่ทำลายรากได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว“การพัฒนาใด ๆ ที่ไม่เคารพรากเหง้าย่อมจบลงด้วยการสูญเสียตัวตน”และในพื้นที่ชายแดนใต้ การสูญเสียตัวตนไม่ใช่แค่เรื่องวัฒนธรรมแต่มันคือเรื่องของความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งถ้าสูญเสียไปแล้วมันเรียกกลับคืนมาได้ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”