“กัณวีร์” แนะ รบ. ชวน 5 ประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา ร่วมถกกำหนดพื้นที่ปลอดภัย-ระเบียงมนุษยธรรม หลังทหารหม่องส่งเครื่องบินรบโจมตี รพ.รัฐกะเหรี่ยงติดชายแดนไทย

88

กรุงเทพฯ – วันที่ 12 เม.ย. – นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเมียนมา ใช้เครื่องบินลงระเบิดลงในพื้นที่โรงพยาบาลค่ายผู้ลี้ภัย อิตูท่า รัฐกระเหรี่ยง ชายแดนไทยด้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยได้ตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยที่ส่งสาส์นไปแสดงความยินดีกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เหตุใดรัฐบาลไทยจึงจะจับมือกับรัฐบาลเมียนมา จับมือที่เปื้อนเลือดของมิน อ่อง หล่าย ที่เลือกเป้าหมายโจมตีเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้บาดเจ็บหลักร้อย และติดชายแดนไทย แค่แม่น้ำสาละวินกั้น ที่หนักที่สุดคือ หากใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด มันจะไม่ข้ามน่านฟ้าไทยได้อย่างไร ไทยเราทำอะไรเป็นการเตือน หรือเป็นการตอบโต้ทางการทหารว่ารุกล้ำอธิปไตยไทยหรือไม่

“ผมเพิ่งกลับจากชายแดนเมียนมาเมื่อคืน ไปดูสถานการณ์ที่กองกำลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาต่อสู้กับทหารเมียนมาบริเวณชายแดนฝั่งแม่สอด เพราะมันกระทบกับฝั่งไทย เพราะเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมีมีเด็กฝั่งไทยถูกลูกหลงจากลูกปืน M79 ที่ยิงเข้ามา สถานการณ์รุนแรงครับ ไม่สงบ ผมมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับทหารทุกฝ่าย ทราบว่ามันคงยากเหลือเกินในเรื่องสันติภาพ หากเมียนมายังมีการปกครองอย่างนี้ ไทยเตรียมรับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ หากไม่คิดจะเตรียมพร้อมจะทำอะไรในเชิงรุก” อดีต สส.บัญชีรายชื่อกล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวว่าได้เสนอเรื่องโซนปลอดภัย (Safety Zone) และ ระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) จากความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาทั้ง 5 ประเทศ ไปหลายครั้ง ซึ่งรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เคยพยายามนำประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมามาคุย แต่ก็หยุดไป หากรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำความคิดนี้กลับมาก็ไม่แปลก แต่เสนอให้ทำมากกว่า คือทำทั้ง Humanitarian Corridor กับ Safety Zone เสียเลย ไม่ใช่แค่เชิญมาคุยเฉยๆ

พื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งมีความยาวรวม 6,697 กิโลเมตร ครอบคลุมประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย (1,643 กิโลเมตร) ไทย (2,416 กิโลเมตร) จีน (2,129 กิโลเมตร) ลาว (238 กิโลเมตร) และบังกลาเทศ (271 กิโลเมตร) เป็นพื้นที่สำคัญต่อทหารเมียนมา เพราะทหารเมียนมาได้รักษาความสัมพันธ์ในลักษณะ “คงสภาพเดิม (status quo)” โดยเฉพาะกับไทย จีน และอินเดีย ซึ่งใช้แนวทางที่ไม่เปิดเผยมากนักเพื่อคงไว้ซึ่งความร่วมมือระยะยาว ส่วนด้านบังกลาเทศ เมียนมายังคงเผชิญกับวิกฤตโรฮิงญา แต่ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหาทางออก ขณะที่ชายแดนเมียนมา–ลาวยังคงสงบมานานหลายทศวรรษ

ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาจะยังคงดำเนินความสัมพันธ์ชายแดนอย่างระมัดระวัง ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มหารือ โดยมีส่วนร่วมทั้งกับรัฐบาลเมียนมา และฝ่ายตรงข้ามได้ สามารถพูดคุยตกลงกันเพื่อจะได้รับการรับรองจากทุกฝ่ายและนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมขอให้ข้อมูลต่อรัฐบาลอนุทินว่าหากชวนเพื่อนบ้านทั้งหมดของเมียนมาได้ โดยมาคุยเรื่อง Safety Zone ว่าไม่ให้มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ของทุกฝ่ายจากชายแดนและลึกเข้าไปในเมียนมา 5 กม. และเปิดโอกาสให้ส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมผ่านระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) ได้ มันจะเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Initiative) ที่ทำให้ไทยแสดงบทบาทการเป็นผู้นำได้เป็นอย่างดี” นายกัณวีร์ กล่าว และย้ำว่า ฝากถึงรัฐบาลว่าไอเดียมีแล้ว ลองคิดพิจารณากันว่าจะเริ่มและต่อยอดกันยังไง หากไม่ทำอะไร ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนชาวไทยบริเวณชายแดนจะได้รับผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ