เตือนภัย!! แขกขาวใช้มุกแบงก์พันขอคืน หลอกพ่อค้างงก่อนเชิดเงินทอนหนี

75

วันที่ 12 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ภก.วสุท โสมศิริกูล อายุ 37 ปี เจ้าของร้านขายยา ซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย หลังถูกคนร้ายลักษณะคล้ายชาวต่างชาติแขกขาว อายุประมาณ 30–35 ปี ใช้กลลวงซื้อยาแก้แพ้ราคา 180 บาท ก่อนอาศัยจังหวะสร้างความสับสนจนทำให้ผู้เสียหายเสียทั้งเงินทอนและยา รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,000 บาท

ภก.วสุท เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เม.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. มีชายลักษณะคล้ายแขกเข้ามาที่ร้าน โดยเปิดภาพตัวอย่างยาในโทรศัพท์มือถือให้ดูแล้วถามว่าที่ร้านมีสินค้าดังกล่าวขายหรือไม่ ตนจึงตอบว่ามี จากนั้นชายคนดังกล่าวบอกว่าจะซื้อ 1 กล่อง และยื่นธนบัตรใบละ 1,000 บาทให้ชำระค่ายา ซึ่งยามีราคา 180 บาท ตนจึงทอนเงินให้จำนวน 820 บาท

หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวกลับขอต่อรองราคา โดยบอกว่าขอลดเหลือ 150 บาทได้หรือไม่ ตนจึงตอบว่าไม่ได้ ต้องขายตามราคาเดิม เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ คนร้ายจึงทำทีบอกว่าไม่เอาแล้ว และคืนยาให้ พร้อมกับแบมือเพื่อขอธนบัตร 1,000 บาทคืน ตนจึงหยิบเงินคืนให้ พร้อมเอาเงินทอนคืนมาด้วยในจำนวน 820 บาท

ต่อมาคนร้ายยังหยิบวิตามินซีจากชั้นวางสินค้าและยื่นให้ตน พร้อมถามว่า “ถ้าเอา 2 อย่างนี้ 180 บาทได้ไหม” ตนจึงตอบว่าไม่ได้เช่นกัน คนร้ายจึงเก็บวิตามินซีคืน แล้วหยิบยาตัวแรกมา และขอเงินทอนจากตน ซึ่งตอนนั้นตนสับสนและลืมว่าได้คืนเงินไปหมดแล้ว โดยขณะนั้นตนยังไม่ได้เอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ภก.วสุท เล่าว่า หลังเหตุการณ์ผ่านไป ตนนั่งเล่นเฟซบุ๊กและไปเจอโพสต์ในกลุ่มร้านขายยาที่มีการลงรูปชายต้องสงสัย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับคนที่เพิ่งมาซื้อยาที่ร้านของตน จึงเปิดกล้องวงจรปิดภายในร้านย้อนหลังดู จึงพบว่าคนร้ายได้หยิบธนบัตร 1,000 บาทคืนไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ทำทีคืนสินค้า ทำให้ตนเสียทั้งเงินสดและยา รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,000 บาท

เบื้องต้นตนยังไม่ได้เข้าแจ้งความ แต่ตั้งใจว่าจะไปแจ้งความกับตำรวจหลังจากปิดร้านในวันนี้ พร้อมกันนี้ยังได้โพสต์สอบถามในกลุ่มร้านขายยา ซึ่งพบว่ามีหลายร้านเคยถูกคนลักษณะเดียวกันก่อเหตุลักษณะนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ร้านของตนเพิ่งถูกก่อเหตุครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้คนร้ายรายนี้ยังเคยก่อเหตุในพื้นที่บางบัวทอง ทั้งร้านขายยาและตามตลาดนัดหลายแห่ง ก่อนจะมาก่อเหตุที่ร้านของตน บางร้านที่ถูกก่อเหตุไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด จึงไม่ได้เข้าแจ้งความ ทำได้เพียงโพสต์เตือนภัยกันในกลุ่มเท่านั้น ตนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี แม้ว่าตนจะไม่ได้เดือดร้อนมากนัก แต่ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้พ่อค้าแม่ค้าหลายคนลำบากกันอยู่แล้ว

ซึ่งร้านตนอยู่ใกล้โรงพักไทรน้อยมาก อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพัก ข้างร้านก็เป็นร้านอาหารของตำรวจ แต่คนร้ายยังกล้าลงมือก่อเหตุ ทั้งที่ในร้านมีกล้องวงจรปิดตั้ง 7 ตัว และหน้าร้านอีก 3 ตัว ก็ยังไม่เกรงกลัวอะไร