“พล.อ.กฤษณะ“จัดเต็มโต้ จชต.ไม่ใช่ ‘ทหารนำการเมือง’ ชี้ใช้ ‘การเมืองควบกฎหมาย’ ใต้กรอบนิติธรรม

135

อดีตที่ปรึกษากลาโหมเปิดมุมวิชาการ สวนแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” ยัน กอ.รมน.ภาค 4 สน.ใช้แนวทางผสมผสาน เน้นพูดคุย-พัฒนา-บังคับใช้กฎหมาย ย้ำไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญอดีตที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหา จชต.และอดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แสดงความคิดเห็น ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางนายให้สัมภาษณ์สรุปได้ว่า เห็นควรให้การเมืองนำการทหาร ในการแก้ไขปัญหา จชต. ซึ่งอนุมานได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเห็นว่า ปัจจุบันในการแก้ไขปัญหา จชต.นั้นใช้การทหารนำการเมือง จึงมีประเด็นน่าสนใจในทางวิชาการว่า (1) การเมืองนำการทหารคืออะไร (2) การทหารนำการเมืองคืออะไร และ (3) ปัจจุบัน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า (สน.) ใช้หลักอะไรในการแก้ไขปัญหา จชต.การศึกษาค้นคว้าทางวิชาการสรุปได้ว่า

(1)การเมืองนำการทหาร (Civilian control of the Military) คือ แนวทางการบริหารนโยบายความมั่นคงแก้ไขความขัดแย้งที่เน้นใช้วิธีการทางการเมือง (การเจรจา การทูต การพัฒนา การเข้าถึงมวลชน (งานกิจการพลเรือน) และการแก้ไขความเดือดร้อน เป็นหลักในการแก้ปัญหา โดยใช้กำลังทหารเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน เพื่อลดความขัดแย้งสร้างความเข้าใจ และยึดกุมใจประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งทหารถูกควบคุมโดยพลเรือนหมายถึงการที่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตยมีอำนาจสั่งการเหนือทหาร เพื่อให้กองทัพอยู่ภายใต้ครรลองของระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีสาระสำคัญประกอบด้วย(1)การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรโดยใช้แนวทางสันติวิธีแทนการปราบปรามทางทหาร เน้นการให้อภัยและการกลับตัว โดยนิรโทษกรรมผู้หลงผิด

(2) การแก้ไขที่ต้นเหตุหากมีปัญหาการเมืองที่ขัดแย้งแก้ด้วยการสร้างประชาธิปไตยและการพัฒนา หากเกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความไม่เป็นธรรม จะต้องแก้ไขด้วยนโยบายทางเมืองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าวและก่อให้เกิดความเป็นธรรมเพื่อดึงมวลชนกลับมาเป็นพวก (3) กองทัพสนับสนุนหรือเป็นส่วนเสริมโดยทหารเปลี่ยนบทบาทจากการปราบปรามมาเป็นหน่วยงานที่ช่วยพัฒนาชาติและสร้างความเข้าใจกับประชาชน กำลังทหารมีหน้าที่ระงับเหตุ ไม่ใช่มุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว

(2)การทหารนำการเมือง (Military Leads Politics) คือ ระบอบการปกครองที่กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จหรืออิทธิพลเหนือสถาบันการเมือง พลเรือน และการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ ซึ่งพลเรือนไม่มีบทบาทในการบริหารแท้จริง สถาบันทหารมีอำนาจเหนือหรือเป็นผู้กำหนดทิศทางของสถาบันพลเรือนและกระบวนการทางการเมือง โดยมักปรากฏชัดในระบอบการปกครองที่กองทัพมีบทบาทเป็นผู้ตัดสินใจหลักในนโยบายสาธารณะหรือความมั่นคงของรัฐซึ่งมีลักษณะสำคัญประกอบด้วยกองทัพเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพหรือผู้นำทหารเป็นผู้กุมอำนาจรัฐ หรือมีอิทธิพลสูงต่อรัฐบาลพลเรือนในการกำหนดนโยบายสำคัญ

(3) ปัจจุบัน กอ.รมน.ภาค 4 สน.ไม่ได้ใช้การทหารนำการเมือง เพราะไม่เป็นไปตามองค์ประกอบในข้อ 2. และไม่ได้ใช้การเมืองนำการทหาร เพราะไม่ครบองค์ประกอบตามข้อ 1. แต่เป็นการใช้การเมืองควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการแก้ไขปัญหา จชต. ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล ดังนี้

(3.1) ทหารรวมทั้งกองทัพและกระทรวงกลาโหมไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ จชต. แต่เป็นภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ กอ.รมน.หน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้เป็นหน่วยงานของทหาร แต่อย่างใด โดยบรรจุกำลังพลจากทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้าเมือง(จังหวัดและอำเภอ)สมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน และข้าราชการพลเรือนจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ไปปฏิบัติงานสังกัดทั้ง กอ.รมน. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของ กอ.รมน.ในการให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ จชต. จึงถือได้ว่าทหารไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับภารกิจดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้เป็นการปฏิบัติการทางทหารด้วย

(3.2) กอ.รมน.ภาค 4 สน.เน้นใช้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยการพูดคุย การพัฒนาการเข้าถึงมวลชน และการแก้ไขความเดือดร้อน เป็นหลัก เพื่อลดความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานของรัฐ และชนะใจประชาชน จัดทำโครงการพาคนกลับบ้านเพื่อเชิญชวนผู้ที่เห็นต่างและผู้หลงผิดกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างสันติสุข ทั้งนี้ ไม่ได้ใช้วิธีการปราบปรามหรือโจมตีทำลายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่แต่อย่างใด แต่ใช้การบังคับใช้กฎหมายเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม ด้วยการ ตั้งด่านเพื่อตรวจค้น/สกัดการกระทำผิดกฎหมาย การปิดล้อมตรวจค้น/จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายตามหมายจับ ซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายโดยสันติวิธี นำผู้กระทำผิดเข้าสู่ขั้นตอน
ตามกระบวนการยุติธรรม ประการสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะการใช้กำลังในการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม กล่าวคือ การปฏิบัติต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่กระทำการตามอำเภอใจ ตลอดจนการคุ้มครองปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกหมู่เหล่าในพื้นที่อย่างเท่าเทียม รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรวมทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายหลักให้ กอ.รมน.นำไปปฏิบัติ เป็นการบริหารความมั่นคงโดยเน้นการพัฒนาและทำความเข้าใจ รวมทั้งกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ข้อสังเกต หากผู้ให้สัมภาษณ์ข้างต้นเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการปฏิบัติภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เป็นการทหารนำการเมือง โดยจะให้การเมืองนำการทหาร หมายความว่าจะให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ยกเลิกการตั้งด่าน การปิดล้อมตรวจค้นจับกุมหรืออย่างไร หากเป็นไปตามนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายอาจจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดย สรุป กอ.รมน.ภาค 4 สน.ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จชต.เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยใช้การเมืองควบคู่การบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนไม่มีทหารเกี่ยวข้องหรือเป็นการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับมีความเข้าใจตรงกันจะทำให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จชต.เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดสันติสุขและความสงบสุขในพื้นที่ต่อไป“พลเอก กฤษณะ” กล่าว