หน้าแรกการเมือง“วงศ์อะเคื้อ” ซัดรัฐบาลปล่อยเกษตรกรจมวิกฤตซ้ำซาก น้ำมันแพง-หนี้ท่วม-ทุนจีนฮุบตลาด จี้เลิกนโยบายสวยหรูแต่ไร้ทางรอด เร่งผ่าตัดใหญ่ก่อนชาวนาชาวสวนหมดลมหายใจ

“วงศ์อะเคื้อ” ซัดรัฐบาลปล่อยเกษตรกรจมวิกฤตซ้ำซาก น้ำมันแพง-หนี้ท่วม-ทุนจีนฮุบตลาด จี้เลิกนโยบายสวยหรูแต่ไร้ทางรอด เร่งผ่าตัดใหญ่ก่อนชาวนาชาวสวนหมดลมหายใจ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ โดยระบุว่า วันนี้เกษตรกรไทยกำลังเผชิญ “แผลสด” รอบด้าน ทั้งค่าครองชีพพุ่งสูง ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาผลผลิตที่ตกต่ำ รายได้ถดถอย แต่หนี้สินกลับท่วมหัว จึงขอเสนอ 6 ประเด็นเร่งด่วนให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า ปัญหาแรกคือวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งไม่หยุด แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและส่งเสริมพลังชีวภาพ แต่ข้อเท็จจริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญคือ ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 50 บาทแล้ว และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการทำนา ทำสวน และการใช้เครื่องจักรเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างหนัก

“ดิฉันลงพื้นที่อำเภอสว่างแดนดิน พบเกษตรกรร้องไห้ บอกว่าปีนี้อาจต้องหยุดทำนา เพราะไม่มีเงินลงทุน สตาร์ตรถไถก็ต้องใช้น้ำมัน ขยับตัวอะไรก็เป็นต้นทุน แต่รายได้กลับไม่มี หนี้ก็ยังเดินหน้าทบต้นทบดอก” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว

ประเด็นต่อมา คือปัญหาการผูกขาดตลาดสินค้าเกษตรโดยกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เข้ามาควบคุมห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเช่าสวน ควบคุมระบบเพาะปลูก กำหนดราคารับซื้อ และส่งออกผลผลิตกลับไปต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ ถูกกดราคา และไร้อำนาจต่อรอง

น.ส.วงศ์อะเคื้อ ระบุว่า แม้รัฐบาลจะพูดถึงการจัดการปัญหานอมินีและทุนสีเทา แต่เมื่อเปิดดูรายละเอียดในคำแถลงนโยบาย กลับไม่พบมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ก่อนที่เกษตรกรชาวสวน โดยเฉพาะผู้ปลูกมะพร้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เศรษฐกิจ จะถูกกดขี่จนหมดทางยืน

สำหรับปัญหาที่ดินทำกิน น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และอีกกว่า 800,000 ครัวเรือนต้องเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง พร้อมย้ำว่าการผลักดันการเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และการยกระดับสิทธิในที่ดิน คือเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

“สำหรับเกษตรกร โฉนดไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่มันคือศักดิ์ศรี คือหลักประกันชีวิต และคือโอกาสที่พ่อแม่จะส่งต่อให้ลูกหลาน” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว

ในประเด็นหนี้สินเกษตรกร น.ส.วงศ์อะเคื้อ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรเฉลี่ยสูงถึง 740,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่หนี้ภาคการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 245,000 บาทต่อครัวเรือน โดยกว่า 57.59% เป็นหนี้จากการทำเกษตร และมีเกษตรกรกว่า 67% ที่ไม่สามารถปลดหนี้ได้ก่อนอายุ 70 ปี

“มาตรการพักหนี้หรือดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไม่เพียงพออีกต่อไปในภาวะวิกฤตเช่นนี้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณา “ปลดหนี้เกษตรกรทั้งระบบ” เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ รวมถึงเสนอให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีศักยภาพชำระหนี้ ได้ชำระเพียง 10-20% ของยอดหนี้ โดยให้รัฐบาลร่วมกับ ธ.ก.ส. เข้ามาช่วยเหลือคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้าเกษตรกรยังต้องจนซ้ำซาก นั่นคือความผิดของรัฐบาล” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว

ในส่วนของนโยบายเทคโนโลยีเกษตร ทั้ง AI, Big Data และ Smart Agriculture น.ส.วงศ์อะเคื้อ ระบุว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่ขอเตือนรัฐบาลว่า ไม่ควรใช้แนวคิด “เสื้อไซซ์เดียว” กับเกษตรกรทุกกลุ่ม เพราะความพร้อมของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ตนขอเสนอให้รัฐบาลจำแนกเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพร้อมใช้เทคโนโลยี ที่ควรได้รับการสนับสนุนทันที กลุ่มกลาง ที่ต้องได้รับการเสริมทักษะ และกลุ่มเปราะบาง ที่ยังขาดทั้งที่ดิน เงินทุน และแหล่งน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือพื้นฐานก่อน มิฉะนั้น นโยบายดิจิทัลอาจกลายเป็นเพียงภาพฝันสวยหรูที่ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

ในส่วนของมาตรการห้ามเผาเพื่อลดฝุ่น PM2.5 น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวย้ำว่า แม้จะเข้าใจความจำเป็นในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการห้ามเผาโดยไม่มีมาตรการรองรับ เพราะการเผายังเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับเกษตรกร หากเกษตรกรต้องหยุดเผา ก็ต้องมีมาตรการสนับสนุนเครื่องจักร กองทุนช่วยเหลือ หรือเงินอุดหนุนต้นทุนการไถกลบและย่อยสลายตอซัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 200-500 บาทต่อไร่

“วันนี้ยาพาราไม่พอแล้ว แต่รัฐบาลต้องผ่าตัดใหญ่ รักษาให้ตรงจุด ถ้าอยากพาไทยไปเป็นครัวโลก เกษตรกรต้องไม่หิว ต้องไม่จมหนี้ และต้องไม่ถูกทุนต่างชาติมากัดกินกระดูกสันหลังของชาติ ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วน เพื่อรักษาทั้งแผลกายและแผลใจของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวทิ้งท้าย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img