“รองฯโจ๊ก”โผล่รายงานตัวอัยการปราบปรามทุจริต กรณี ตำรวจปปป.ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำ 246 บาท ก่อนชิ่งสื่อกลับ

71

ทนายเผย เตรียมนัดมาฟังคำสั่งอีกครั้ง 12 พ.ค. ย้ำที่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อเพราะขั้นตอนส่วนนี้เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่สำนักงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. นำสำนวนการสอบสวน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท ส่งมอบให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด

โดยในวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ปรากฎตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่อดีตลูกน้องคนสนิทของตัวเองออกมาเปิดโปงเบื้องหลังการติดสินบนทองคำให้แก่กรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ช่วยเหลือคดีที่ตนเองถูกป.ป.ช.สอบสวนเกี่ยวกับเรื่องฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์

ภายหลังจากที่หารือกับพนักงานอัยการเสร็จสิ้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางกลับทันทีโดนไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัวเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน

ต่อมานายสัญญา กล่าวว่า ในวันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางเข้ามาพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวมาให้ และได้ยื่นเรื่องการโต้แย้งอำนาจการสอบสวนและพิจารณาสั่งไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา โดยข้อกฎหมายมาตรา 45 ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีความเห็นมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นข้อกฎหมายมาตรา 45 วรรค 2 ทั้งหมดจะต้องเป็นสำนวนที่ไปด้วยกัน แต่ตามที่มีการส่งเรื่องมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีการกระทำความผิดโดยการกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิด จะมีการแยกสำนวนกันไม่ได้ ส่วนขั้นตอนในวันนี้เป็๋นขั้นตอนตามปกติที่พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมาให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต หลังจากนี้จะมีความเห็นอย่างไรก็จะมีการนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.

นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ยังไม่มีการยื่นประกันตัว มีแค่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต ทางตัวของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ได้มีการยื่นหนังสือขอโต้แย้งอำนาจการสอบสวน ส่วนผลหลังจากยื่นคงทราบภายในเร็ว ๆ พร้อมกับเข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในระหว่างก่อนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนที่เรามองว่าเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้ามีการกระทำความผิดที่คณะกรรมการป.ป.ช.ร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้มีการดำเนินการโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ เส้นทางจะไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องไปในเส้นทางเดียวกันด้วย จึงโต้แย้งว่าการที่ดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่าง ๆ เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่จากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบตั้งแต่แรก

เมื่อถามว่าสภาพจิตใจของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ได้เจอกันก็ยังพูดคุยปกติ แต่ที่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพราะเจ้าตัวเคยพูดเอาไว้แล้วว่าไม่อยากนำเรื่องกระบวนการผ่านสื่อ และขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของทนายความ อยากให้เป็นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไปดีกว่า เและเจ้าตัวไม่ได้กลัวการพิจารณาแต่กลัวการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่เดินทางเข้ามายื่นก่อนหน้านี้เพราะตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ และตนยืนยันว่าที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องไปไม่ได้เป็นการยื่นเพื่อถ่วงเวลา ขอให้ผู้มีอำนาจหรือได้พิจารณาได้ดูเพราะมีตั้งแต่ความเห็นของกฤษฎีกา และความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตอนนี้ตนเกรงว่ากระบวนการพิจารณาจะเกิดการลักลั่นจึงเข้ามานำเรียนเพื่อไม่ให้การดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญไม่งั้นก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย หลังจากนี้จะมีการพิจราณาไปทิศทางไหนสุดท้ายผลอยู่ที่คำพิพากษา อาจจะเป็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระมองว่าไม่มีมูลก็จบเรื่อง แต่ถ้าไม่จบก็จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อนำเสนอกลับมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป