ตำรวจไทยประสานความร่วมมือต่างประเทศ จับนายหนูเฉิน ผู้ต้องหาคดียาเสพติดคนสำคัญ หลังหลบหนีนาน 14 ปี และอำพรางการเสียชีวิตในประเทศเพื่อนบ้าน ขยายผลเครือข่ายข้ามชาติที่เชื่อมโยงการนำเข้ายาเสพติดจำนวนมากเข้าประเทศ
ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ควบคุมตัวนายฐปนันท์หรือนายอธิฐาน หรือ “หนูเฉิน” อายุ 43 ปี จาก สาธารณรัฐเกาหลี ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายที่ประเทศไทย เนื่องจากผู้ต้องหา เป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ต้องหา ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ต้องการตัวมากที่สุด หรือ Most Wanted มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท
พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ผู้ต้องหามีบทบาทเป็นตัวการสำคัญในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25-30 ของเครือข่ายยาเสพติด ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ตั้งแต่ปี 2543 และมีหมายจับในคดียาเสพติด และฟอกเงิน จำนวน 66 หมายจับ
ผู้ต้องหา เริ่มเข้าสู่วงจรยาเสพติดจากผู้เสพ ก่อนพัฒนาเป็นผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ย่านศรีนครินทร์ช่วงปี 2543–2545 และขยับขึ้นเป็นตัวการสำคัญ เชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งโรงงานและลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยมีความเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี ทั้งการถูกจับกุมพร้อมยาบ้า 26,000 เม็ดในปี 2552 ก่อนหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี รวมถึงคดีลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากในหลายพื้นที่ ผู้ต้องหาจึงมีบทบาทเป็นผู้สั่งการในหลายคดีสำคัญ และเป็นหนึ่งในเครือข่ายหลักในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย
จนกระทั่งเมื่อปี 2565 ผู้ต้องหาสร้างสถานการณ์อำพรางว่าตัวเองเสียชีวิตถูกทำลายร่างกายแล้วทิ้งศพลงแม่น้ำเมย ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่
ส่วนการสืบสวนติดตามตัวนายหนูเฉิน พลตำรวจตรีพันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า จากการสืบสวนได้รับข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหา อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ และมีการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับหญิงสาวที่คบหาดูใจด้วย จึงประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่น ขอเปรียบเทียบใบหน้าและลายนิ้วมือ จนยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ต้องหา แต่ในขณะสืบสวน พบว่าผู้ต้องหาเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นไปยังประเทศเกาหลีใค้ จึงได้ประสานสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ หรือ NIS สนับสนุน โดยส่งเจ้าหน้าที่ไทยไปทำการควบคุมตัว
จากการสอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหา ให้ยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีการออกหมายจับ ในหลายชื่อจากข้อมูลของตำรวจ โดยอ้างว่ากรณีการแจ้งตายนั้น เพื่อนในเครือข่ายยาเสพติดเป็นผู้จัดฉากให้ แต่ส่วนพฤติกรรมในคดีในหลายๆคดีนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงดำเนินการยึดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิด
การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งสกัดกั้นจุดพักยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ และขยายผลเครือข่ายข้ามชาติ โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

