ACSC เปิดสถิติคดีสแกมพุ่ง 7,366 คดี สูญ 407 ล้าน — หลอกทำงานออนไลน์ขึ้นอันดับ 1

163

ACSC เปิดสถิติคดีสแกมพุ่ง 7,366 คดี สูญกว่า 407 ล้าน ชี้มิจฉาชีพหันลวงรายย่อย – จับแก๊งกดเงิน 16 ราย ยึดเงิน 1.7 ล้าน แฉเทรนด์ใหม่! หลอกทำงานออนไลน์ขึ้นแท่นเสียหายสูงสุด

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติคดีอาชญากรรมทางออนไลน์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังดำเนินการสืบสวนจับกุมและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง

พบว่า ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. – 4 เม.ย. 2569 มีคดีรับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 7,366 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 407,981,333 บาท โดยจำนวนคดีเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 176 คดี แต่ความเสียหายลดลงถึง 94,167,600 บาท

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบแนวโน้มสำคัญว่า แม้จำนวนคดีเพิ่มขึ้น แต่ยอดเงินความเสียหายรวมกลับลดลง จากประมาณ 502.15 ล้านบาท เหลือ 407.98 ล้านบาท สะท้อนว่ามิจฉาชีพอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปหลอกเหยื่อรายย่อยมากขึ้น หรือเจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นการโอนเงินก้อนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบอายัดเงินที่เริ่มเห็นผลชัดเจน

ทั้งนี้ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ยังคงมีจำนวนคดีมากที่สุด ขณะที่ “หลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่นๆ” เป็นกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหาย และที่น่าจับตาคือ “หลอกทำงานออนไลน์” กลายเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรก

ACSC ยังเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยควรเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTok Shop, Lazada และ Shopee ซึ่งจะช่วยคุ้มครองผู้ซื้อ โดยเงินจะถูกพักไว้จนกว่าจะได้รับสินค้าและยืนยันความถูกต้องพร้อมแนะนำว่า การซื้อสินค้าผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านระบบ “ปักตะกร้า” เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการโอนเงินโดยตรงหรือนอกระบบ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวง เนื่องจากไม่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อแบบกระเป๋าเงินกลาง จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงธุรกรรมที่ไม่มีหลักฐาน

สำหรับผลการปฏิบัติงาน สัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ประสานงานร่วมกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ได้ 8 คดี ผู้ต้องหา 16 ราย เป็นชาวไทย 14 ราย และชาวต่างชาติ 2 ราย (จีนและเวียดนาม) พร้อมตรวจยึดเงินสดกว่า 1.7 ล้านบาทนอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ทัน 30 เคส รวม 47 ราย และระงับความเสียหายได้กว่า 6,279,699 บาท

โดยมีคดีที่น่าสนใจ คดีแรก เจ้าหน้าที่ประสานตำรวจ สภ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จับกุม Mr.Fan ชาวจีน หลังหลอกหญิงวัย 79 ปี อ้างเงินในบัญชีเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนลวงให้นำเงินสดออกมาตรวจสอบ สูญเงินไปแล้วกว่า 2 ล้านบาท กระทั่งครั้งที่ 3 ธนาคารพบพิรุธแจ้งเจ้าหน้าที่ วางแผนจับกุมได้สำเร็จ

คดีที่สอง เจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมเครือข่ายกดเงินสดใน จ.เชียงใหม่ พบ “นายศรราม” อายุ 22 ปี เป็นหัวหน้าคุมการถอนเงิน โดยใช้ผู้ร่วมขบวนการรับจ้างกดเงิน แลกค่าจ้างหลักพันบาท ตรวจยึดเงินสด 455,500 บาท และโทรศัพท์ 2 เครื่องส่วนเคสช่วยเหลือผู้เสียหายมูลค่าสูง

เคสแรก ชายวัย 57 ปี จ.กาญจนบุรี ถูกหลอกลงทุนขายเฟอร์นิเจอร์ สูญเงิน 2.8 ล้านบาท
เคสที่สอง หญิงวัย 65 ปี จ.ร้อยเอ็ด ถูกหลอกลงทุน โอนเงิน 18 ครั้ง สูญ 2.1 ล้านบาท
เคสที่สาม หญิงวัย 60 ปี ถูกหลอกซื้อขายที่ดิน สูญ 1.4 ล้านบาท พร้อมจับบัญชีม้า
เคสที่สี่ ช่วยหญิงวัย 44 ปี จ.ลพบุรี ถูกหลอกทำงานออนไลน์ สูญกว่า 1 ล้านบาท