“กลุ่มเพื่อนเอกชัย”ร้องยุติธรรม สอบด่วนป่วยแต่ถูกส่งกลับคุก ชี้เสี่ยงละเมิดสิทธิ

159

กลุ่มเพื่อนเอกชัย ร้องกระทรวงยุติธรรม เร่งตรวจสอบกรณี ‘เอกชัย’ ป่วยแต่ถูกส่งกลับเรือนจำ ชี้อาจละเมิดสิทธิ-เข้าข่ายทรมาน หวั่นซ้ำรอย “บุ้ง เนติพร”


.
3 เม.ย. 2569 เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 ซึ่งป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตระยะแรกและกระบังลมอักเสบ แต่ถูกยุติการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์และส่งกลับไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมเรียกร้องให้คืนสิทธิการประกันตัว
.
การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขของผู้ต้องขังตามมาตรฐานสากล และอาจเข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายหรือการทรมานตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ จึงขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ส่งตัวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม รวมถึงพิจารณาสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม
.
ณัฏฐธิดา ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ปัจจุบันเอกชัยป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตระยะแรกและกระบังลมอักเสบ สภาพในเรือนจำที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้น ส่งผลต่อผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตนเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีอยู่จริง วันนี้มาร้องขอกระทรวงยุติธรรมให้คืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวให้เอกชัยออกมาต่อสู้คดี หากไม่สามารถให้ประกันตัวได้ อย่างน้อยก็ขอให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลภายนอกเพื่อผ่าตัดรักษา
.
สมยศ พฤกษาเกษมสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนอื่นอยากให้ทบทวนกรณีของบุ้ง เนติพร ที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อปี 2567 และสำหรับกรณีเอกชัยที่เจ็บป่วยนั้น ตนเห็นว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์อาจไม่สามารถดูแลรักษาได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากขาดเครื่องมือช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉิน จึงขอเรียกร้องให้เอกชัยได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล หากเกิดเหตุร้ายแรง ความรับผิดชอบควรอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการคืนสิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังทางการเมือง
.
สำหรับหนังสือที่มีการยื่นในวันนี้ มีรายละเอียดระบุโดยสรุปว่า “เรียน อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และสำเนาถึง ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอธิบดีกรมการปกครอง ขอแจ้งการกระทำทรมานฯ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
.
ณัฏฐธิดา มีวังปลา ผู้ร้อง ในฐานะผู้พบเห็นหรือทราบเหตุการณ์ที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เนื่องจากได้โพสต์ว่า ‘อัพเดทเยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569 วันนี้เราถึงได้ทราบความจริงว่าเอกชัยถูกนำตัวกลับไปขังที่เรือนจำคลองเปรมไร้สิทธิ์ในการรักษาตัวต่อเนื่อง จากการวินิจฉัยโรคของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อาการเบื้องต้น ป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตขั้นแรก กระบังลมอักเสบ และยุติการรักษาแต่เพียงเท่านั้น’
.
ผู้ร้องเห็นว่า ในทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน “การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน” คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง ดังที่กำหนดไว้ในมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลา -Mandela Rules ข้อที่ 27 ซึ่งได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ต้องขังควรได้รับการดูแลทางด้านสุขภาพใน มาตรฐานเดียวกับบุคคลทั่วไปในสังคม หากเรือนจำไม่มีขีดความสามารถในการรักษาโรคเฉพาะทาง ต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เพียงพอและมีแพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษาพยาบาล ในกรณีของเอกชัย ผู้ร้องมีความห่วงกังวลต่อความพร้อมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่าอาจไม่สามารถรักษาพยาบาลเอกชัยได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ เนื่องจากขาดอุปกรณ์และแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโรคเฉพาะทาง
.
นอกจากนั้น แทนที่เอกชัยจะได้รับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมต่อไป แต่กลับส่งตัวกลับไปคุมขังในเรือนจำคลองเปรมทั้งที่ยังมีอาการเจ็บป่วยหนักอยู่ อาจทำให้อาการเจ็บป่วยทรุดลง จนส่งผลให้เอกชัยได้รับความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายและจิตใจมากยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบถูกบุคคลกล่าวหาว่าปฏิบัติต่อเอกชัยอย่าง “โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ทรมานฯ
.
ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำหรือละเลยทำให้เอกชัย ซึ่งเป็นผู้ป่วยในระยะวิกฤติ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์การแพทย์เพียงพอและโดยแพทย์เฉพาะทาง จนก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง ซึ่งนอกจากถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงแล้ว อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำทรมานฯ ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ทรมานฯ อีกด้วย
.
จึงเรียนมาเพื่อให้รับเรื่องตรวจสอบลงพื้นที่ ยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวโดยตรงและเร่งด่วน รวมทั้งการแสวงหาข้อเท็จจริงและความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของแพทยสภา ให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและโดยวิธีการที่โปร่งใสและเป็นอิสระด้วย
.
พร้อมทั้งขอให้กรมราชทัณฑ์คืนสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้แก่เอกชัย โดยส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ดำเนินมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย รวมทั้งส่งเสริมให้คืนสิทธิการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวให้กับเอกชัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลได้อย่างมีผลด้วย”
.
ปัจจุบัน เอกชัยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาเป็นระยะเวลาเกือบ 7 เดือนแล้ว หลังจากศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน ในคดีมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 แต่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา
.
นอกจากนั้นในวันนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ล่าสุดที่มีการยื่นประกันตัวเอกชัยไปนั้น ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง”