กรุงเทพฯ, วันที่ 2 เม.ย. – กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) หรือ Thailand RISE Fund โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำทัพเครือข่ายระบบ ววน. ยกผลงานวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพสู่เวที “Healthspan Festival 2026” ขยายความร่วมมือกับ สสว. หนุน SME และสตาร์ทอัปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน
งาน “Healthspan Festival 2026” จัดขึ้นโดย Techsauce เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมสุขภาพจากทุกภาคส่วน สกสว. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้นำเสนอบทบาทของกองทุน ววน. ผ่านนิทรรศการภายใต้แนวคิด “National Health Innovation Gateway” เพื่อแสดงกลไกการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และขับเคลื่อนสู่สังคม “กินดี อยู่ดี ไม่มีโรค”

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Lab to Life: ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี” โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้างด้านสุขภาพ ทั้งสังคมสูงวัย โรค NCDs และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายเชิงสุขภาพ แต่คือ “โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ” ที่ส่งผลกระทบทั้งคุณภาพชีวิต และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเด็นคำถามสำคัญที่ตามมา คือ “จะทำอย่างไร ให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้ต้องอาศัย “การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ” และพลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบนี้ คือ วิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม
จากข้อมูลโครงสร้างประชากร พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำซึ่งสวนทางกับอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องอยู่อย่างมีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ซึ่งภาพเหล่านี้สะท้อนชัดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพ เพราะ “สุขภาพ คือ ความมั่นคงของประเทศ”
ที่ผ่านมา กองทุน ววน. ได้จัดสรรงบประมาณด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งความมั่นคง และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ นอกจากนี้ “ระบบ ววน.” ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “ระบบสุขภาพ” ในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างกำลังคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ การเชื่อมโยงพันธมิตร ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ การสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจากฐานงานวิจัย

ตัวอย่างความสำเร็จ ได้แก่ การผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น ถุงทวารเทียม หรือ AI เพื่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งทำให้นวัตกรรมที่พัฒนาในประเทศเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งระบบ ววน. ยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศครอบคลุมกว่า 7,000 แห่ง ครอบคลุมประชาชนกว่า 5 ล้านคน
“Lab to Life คือ การเปลี่ยนงานวิจัยให้ไปอยู่ในชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากเกินความสามารถ หากเราเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมได้สำเร็จ และร่วมมือขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศไทยของเราก็จะเป็นประเทศที่สุขภาพดี มีนวัตกรรมที่ประชาชนเข้าถึง และคนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุที่ยืนยาว” ผอ. สกสว. กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ศ. ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง จำเป็นต้องมีกลไกเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างภาควิจัย ภาคธุรกิจ และผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตั้งแต่ต้นทาง พร้อมระบุว่า สกสว. มุ่งออกแบบและขับเคลื่อนระบบสนับสนุนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การทดสอบและรับรอง ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาด เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการได้จริง ซึ่ง “หัวใจสำคัญ คือ การลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. มีแนวทางในการนำ SME ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจหรือ ค้าขายเป็นอยู่แล้ว มาจับคู่กับนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เช่น ค่าพลังงานหรือค่าขนส่ง และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ มีกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนทั้ง ทุนด้าน IDE ทุนสำหรับ ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัป
“การนำ Ecosystem มาใช้เพื่อให้ SME ซึ่งเป็นกลุ่มหลักถึง 99.5% ของประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง สสว. ร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สกสว. เพื่อช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อีกทั้งการสร้างเวทีเชื่อมโยง อย่างงาน Healthspan Festival 2026 เป็นเวทีให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยได้มาพบกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ และการซื้อขาย ต่อยอดเทคโนโลยี” ดร.ปณิตา กล่าว
น.ส. อรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-founder & CEO Techsauce Media กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน Healthspan ซึ่งไม่ใช่แค่การทำอย่างไรให้อายุยืนยาว แต่จะต้องเป็นช่วงที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานที่สุด โดยจะใช้เครือข่ายที่มีทั้งนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกและในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนและนักวิจัยได้ทำงานร่วมกัน โดยพัฒนากลไกการเตรียมความพร้อมตั้งแต่กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการในกลุ่ม IDE (Innovation-Driven Enterprise) ให้สามารถนำนวัตกรรมไปสร้างรายได้และอาชีพได้จริง
สำหรับงาน Healthspan Festival 2026 นอกจากเป็นเวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร ครั้งแรกที่รวมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) มาไว้ในที่เดียวแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และนักวิจัยได้เจรจาธุรกิจ และเป็นช่องทางในการต่อยอด และซื้อขายผลงานนวัตกรรม ซึ่งเป็นการดึงเอาระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ระดับสากล

