เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 22-28 มี.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,193 คดี มูลค่าความเสียหาย 492,353,413 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 15-21 มี.ค.69 จำนวน 34 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 1,396,776 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 490.95 ล้านบาท เป็น 492.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +1.39 ล้านบาท แม้คนแจ้งความน้อยลง แต่ “มูลค่าความเสียหายต่อคดี” สูงขึ้น แสดงว่ามิจฉาชีพเริ่มพุ่งเป้าไปที่เคสที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น หรือวิธีการหลอกลวงมีประสิทธิภาพในการดึงเงินเหยื่อได้มากขึ้น ในส่วน “คดีหลอกลงทุน” ยังเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด ความเสียหายพุ่งสูงถึง 191 ล้านบาท (คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนคดีทั้งหมด) ขณะที่การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ ยังครองแชมป์จำนวนคดี ส่วนการแอบอ้างบุคคล สถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากสัปดาห์ก่อน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในด้านช่วงอายุที่ลดน้อยลงมา โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี กลายเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงมากที่สุด แทนที่กลุ่มเดิมซึ่งเป็นวัยทำงาน (31-40 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติอันดับ 1 ในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ และอันดับ 3 ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลักษณะอื่น ๆ ที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุด
ในขณะที่คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษยังคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนกลวิธีให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์และกิจกรรมบนโลกโซเชียลมากขึ้น
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 9 เคส ผู้ต้องหา 17 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 15 ราย และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นสัญชาติลาวและมาเลเซีย พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 1.9 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 42 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 47 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 20,701,250 บาท

