“จุติ” ชี้ ไทย “อาหารมั่นคงแต่พลังงานเปราะบาง” เตือนวิกฤตลากยาวอีก 6 เดือน แนะ 4 ข้อ สู้ภัยพลังงาน

120

รัฐสภา, วันที่ 25 มีนาคม – นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสรุปญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤติการณ์จากสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย  ว่า  วิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูง แต่กลับมีความเปราะบางทางพลังงานอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานเกือบ 80% แม้ที่ผ่านมาจะพยายามกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานทางเลือกแล้วก็ตาม พร้อมเตือนว่าความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตในต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน แม้การสู้รบจะยุติลงแล้วก็ตาม

“วิกฤตนี้ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นเอง หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนีไม่พ้น ผมเห็นใจและภูมิใจที่สมาชิกสภามีความคิดเห็นหลากหลายและครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล อยากให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง บันทึกคำถาม และข้อห่วงใยของผู้อภิปราย รวมถึงข้อเสนอของ สส. เพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหา วิกฤตินี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร แต่ความมั่นคงดังกล่าวตั้งอยู่บนความเปราะบางของพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ในอดีตเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบ 90% แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาได้กระจายความเสี่ยงปัจจุบัน เหลือลงมา  60%   มีต้นเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และเมื่อหยุดยิงก็ยังต้องซ่อมแซม โดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาก๊าซเหลวและน้ำมันจากต่างประเทศประมาณ 80%” นายจุติ กล่าว

นายจุติ กล่าวว่า หลายท่านห่วงใยเรื่องค่าครองชีพ และปัจจัยการผลิต แต่ก็กล่าวถึงความโชคดี ที่มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  ที่ใช้ความรู้ ความสามารถ ช่วยประเทศฝ่าฟันวิกฤตนี้ได้ เช่น ความสำเร็จในการเจรจาให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี และหวังว่ารัฐบาลจะไม่ใช้นโยบายประชานิยม ที่อาจนำไปสู่ภาวะถังแตก ล้มละลาย

นายจุติ  ตั้งคำถามถึงทางเลือกระหว่างน้ำมันถูกแต่ไม่มีของ หรือน้ำมันแพงในตลาดมืด กับการมีของใช้ได้ ระหว่างปัจจัยที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ ประเทศไทยไม่สามารถหยุดสงคราม หรือควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ แต่ต้องพยายามบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน และรัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนเกี่ยวกับความยากลำบากที่ต้องอดทนและเผชิญต่อไป วิกฤตครั้งนี้รุนแรงไม่แพ้วิกฤตโควิด-19 เนื่องจากต้นทุนชีวิตส่วนใหญ่พึ่งพาพลังงานอย่างมาก ตื่นเช้ามาการใช้โทรศัพท์ ต้องอาศัยไฟฟ้า

นายจุติ  อภิปรายว่า ในการขนส่งน้ำมัน  มีรถขนส่งที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก 3,052 คันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นรถชนิดพิเศษเพื่อความปลอดภัย ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมัน แม้โรงกลั่นจะผลิตสูงสุดแล้ว แต่น้ำมันยังไปไม่ถึงปั๊มปลายทางที่ประชาชนรออยู่ ในสถานีบริการกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมปั๊มหลอด  

นายจุติ  เสนอแนะต่อรัฐบาล  4 ด้านหลัก 1. ปรับปรุงการสื่อสารให้ทั่วถึง เพื่อลดภาวะตระหนกจนเกิดการแห่ตุนน้ำมัน 2.ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  นำระบบ IT มาช่วยแก้ไข 3.ทบทวนกลไกราคาที่ลักลั่นระหว่างราคาขายส่งและหน้าปั๊ม ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดและการขาดแคลน 4.ปราบไอ้โม่ง ด้วยการใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) สนับสนุนให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ค้ากำไรเกินควรในยามวิกฤต เพื่อนำเงินกลับมาเยียวยาประชาชน และดัดหลังผู้ค้ากำไรเกินควร กักตุนน้ำมัน

“ให้รัฐบาลน้อมนำศาสตร์พระราชา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหัวใจในการแก้ปัญหาแก๊สโซฮอล์ ที่ได้รับพระราชทานแนวคิดมาจากพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปี 2528 ซึ่งเป็นการมองการณ์ไกล ถึงความมั่นคงทางพลังงาน ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด วิกฤตนี้ยิ่งใหญ่ ยาวนานกว่าที่คาด ไม่อยากให้รัฐบาลประมาท ดำเนินการอยู่ในกรอบที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พวกเรา 1.ผลประโยชน์สูงสุดตกกับประชาชน 2.ทำสิ่งที่ถูกต้อง 3.ทำตามกรอบรัฐธรรมนูญ  ผมเชื่อว่านำไปคิด นำไปปฎิบัติ ทุกคนจะรอดไปด้วยกัน” นายจุติ กล่าว