ศึกชิงเจ้าสำนักปทุมวันเริ่มคึก ชี้กฎหมายเปิดช่อง​ นายกฯเลือก”ก.ตร.”ดัชนีวัดระบบคุณธรรม

1561

แม้ว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ แทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร เกษียณอายุ 30 กันยายน นี้ จะมีเวลาอีกหลายเดือน ตามกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม  แต่บรรดาชาวสีกากีต่างขยับวิ่งเข้าหารองผบ.ตร.ที่คาดหมายว่าจะผงาดเป็นเจ้าของ“รหัสพิทักษ์ 1”กันอย่างคึกคักแล้ว


               
ถ้ากางรายชื่อบรรดาแคนดิเดตเรียงลำดับอาวุโส โดยตัดรองผบ.ตร.ที่เกษียณอายุตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ออก จะพบว่า พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี นักเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.)รุ่น 43 เกษียณอายุ ปี 2571 ดูแลงานด้านกฎหมายและคดี อาวุโสอันดับ 1
             

อาวุโสอันดับ 2 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร นรต.รุ่น 42 เกษียณอายุ 2570 รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม อาวุโสอันดับ 3 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา นรต.รุ่น 50 เกษียณอายุ ปี 2576 คุมงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ และอาวุโสอันดับ 4 พล.ต.อ.อิทธิพล อัจจริยะประดิษฐ์  จเรตำรวจแห่งชาติ นรต.รุ่น 43 เกษียณอายุ ปี 2572 รับผิดชอบงานจเรตำรวจ
           

หากดูหลักเกณฑ์การแต่งตั้งตามกฎหมายตำรวจ 2565 ทั้งสี่นายล้วนเป็นแคนดิเดต เพราะมาตรา 77 (1) ระบุว่าตำแหน่ง ผบ.ตร. จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ. ซึ่งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติและรอง ผบ.ตร.แต่เพื่อให้การพิจารณาถึงคุณสมบัติอย่างรอบด้าน ได้บัญญัติในมาตรา 78 (1)ว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77(1) ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 77 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม เสนอให้ก.ตร.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคับทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

           
ครั้นโฟกัสถึงความเป็นไปได้ว่าใครมีโอกาสเข้าวิน จากกระแสข่าวในรั้วปทุมวัน ชาวสีกากี ให้น้ำหนักไปที่ พล.ต.อ.นิรันดร กับพล.ต.อ.สำราญ  โดยมองข้าม พล.ต.อ.ธัชชัย อาวุโสอันดับ 2 แต่จะเป็นเหตุใดนั้นสุดจะคาดเดา
       

ถ้ามองถึงความได้เปรียบด้วยการยึดหลักกฎหมาย พล.ต.อ.นิรันดร จะเหนือกว่าเพราะอาวุโสอันดับ 1 แต่ถ้าเทียบด้านความรู้ความสามารถ คงจะตัดสินลำบาก เพราะเส้นทางการเติบโตของตำรวจกว่าจะก้าวขึ้นมาติดยศ พล.ต.อ.ได้ ย่อมจะผ่านงานที่รับผิดชอบมาเยอะ เว้นแต่จะโตแบบบ่มแก๊สเหมือนอดีต ผบ.ตร.บางคนเท่านั้น แต่ทั้ง พล.ต.อ.นิรันดร​และพล.ต.อ.สำราญ ต่างเติบโตตามระบบในสายงาน บางจังหวะก้าวช้าบางจังหวะก้าวเร็ว ขึ้นอยู่ว่าสถานการณ์ ณ เวลานั้นว่าผู้มีอำนาจจะให้ความสำคัญกับใคร เพราะอาชีพตำรวจย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปเกี่ยวพันกับอำนาจทางการเมืองนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ถ้ามองถึงระยะเวลาที่จะเข้าโค้งสุดท้ายก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม จะมีเวลาอีก 4 เดือน ที่ รอง ผบ.ตร.ทั้งสองต้องเร่งสร้างผลงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม อย่างกรณี พล.ต.อ.นิรันดร ทาง ผบ.ตร.มอบหมาย ให้ฟื้นฟูงานสอบสวนด้วยการปฏิรูปงานสอบสวน ที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน จนพนักงานสอบสวนอยู่ในอาการขาดขวัญกำลังใจ​ ซึ่ง พล.ต.อ.นิรันดร เดินหน้าขับเคลื่อนทันที ด้วยการปรับโครงสร้างให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นสายงานเฉพาะที่สามารถเลื่อนตำแหน่งตามระดับความสามารถได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จทันการแต่งตั้งในเดือนเมษายนนี้ และผลงานอีกชื้นหนึ่งที่ประชาชนสัมผัสได้นั่นคือการสร้างแอปพลิเคชั่น Police Care เพื่อช่วยประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนเข้าแจ้งความ
   
ขณะที่ พล.ต.อ.สำราญ ถ้ามองตามภาระหน้าที่จังหวะนี้ต้องรับศึกหนัก เพราะนับแต่เกิดสงครามมาเกือบ 20 วัน ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่กระจายเกือบทั่วประเทศ ผู้ประกอบการบางกลุ่มรวมตัวกันประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และที่มองข้ามไม่ได้นั่นคือการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุก่อร้ายในประเทศ รวมถึงสถานทูตของประเทศที่เป็นคู่อริกัน ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องรับมือ

ถ้าจับกระแสความเคลื่อนไหวที่ตำรวจส่วนใหญ่พุ่งเข้าหาดูเหมือนว่า สำนักงานของ พล.ต.อ.สำราญ จะคึกคักกว่าสำนักงานของ พล.ต.อ.นิรันดร หลายช่วงตัว เพราะความไวในการเปลี่ยนสีเลือกข้าง ตำรวจจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และต่างทราบกันดีว่าพล.ต.อ.สำราญ เส้นทางการเติบโตไม่ธรรมดา 
       

ดังนั้นในระยะเวลาที่เหลือกว่า 4 เดือนพล.ต.อ.นิรันดร ต้องเร่งผลักดันผลงานให้เป็นที่ประจักษ์  จนประชาชน ตำรวจ และ ก.ตร.สัมผัสได้จริง และให้อยู่ในกระแสจนถึงวันพิจารณาแต่งตั้ง อาจจะสร้างความลำบากใจให้กับนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาคัดเลือกได้​ เหตุที่ต้องใช้ผลงานเป็นบันได เพราะต้นทุนบนเส้นทางสีกากีของ พล.ต.อ.นิรันดร ถูก พล.ต.อ.สำราญ นำอยู่หลายช่วงตัว ยิ่งตีความตามตัวบทมาตรา 78(1) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการหยิบชื่อเสนอให้ก.ตร.เห็นชอบ โอกาสที่จะถูกเลือกเป็นเจ้าสำนักปทุมวันมีสูง

แต่ถ้าการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ยึดระบบคุณธรรมตามหลักอาวุโส และหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา รวมถึงไร้การแอบอ้างอำนาจภายนอกให้ ก.ตร.ไขว้เขว  พล.ต.อ.นิรันดร จะมีภาษีเหนือกว่า พล.ต.อ.สำราญ ซึ่งระบบคุณธรรมนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ล้วนอยู่ที่จิตสำนึกของ ก.ตร.ว่าจะพิทักษ์กฎหรือลู่ตามลม แลกกับผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กับตำรวจที่ใกล้ชิดได้ก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น​ ต้องติดตามชม !!!