ทหารกล้ามีค่าแค่ 10,000 ! หัวอกแม่ลูกชายกลับจากชายแดนถูกรถไถนาตัดหน้าเสียชีวิต​แต่คดีกลับไม่คืบ

1210

เมื่อเวลา15.00 น.วันที่ 18 มีนาคม 69 นางชลนิภา​ มุกเขวาอายุ 46 ปี ได้เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายรณณรงค์​ แก้วเพ็ชร​์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นางชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง หรือนายแม่ปุ๊กกี้ ที่ปรึกษามูลนิธิ โดยนางชลนิภา เล่าทั้งน้ำตาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพลทหารจักรพันธ์​ เกตุแก้ว​ อายุ 22 ปี ลูกชายว่าเป็นทหารสังกัดค่ายๆหนึ่งถูกส่งตัวให้ไปรบเมื่อช่วงเกิดสงครามกับเขมร​ จนกระทั่งเสร็จศึกสงครามได้ขอลากลับมาเยี่ยมบ้านเกิด

จนกระทั่งวันเกิดเหตุ​วัน ที่ 18 ก.พ.69 เวลา 19.00 น.น้องได้ขออนุญาตแม่ขี่รถจยย.เพื่อไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับเพื่อนแต่เมื่อขี่รถมาถึงบริเวณ ถนนสายหนองบัวเหลือง- เขื่อนห้วยกุม ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ได้มีรถแทรกเตอร์หรือรถไถนา ยี่ห้อยันม่า เลี้ยวปาดหน้ากะทันหัน จนทำให้พลทหารจักรพันธ์ เสียหลักชนเข้ากับรถแทรกเตอร์ คันดังกล่าวจนเสียชีวิต โดยทราบชื่อคนขับรถแทรกเตอร์ คือนายวิมล ลาภประเสริฐ อายุ 42 ปี

นางชลนิภา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ​คนขับรถแทรกเตอร์หรือรถไถนาคันดังกล่าว ได้ช่วยเงินมาเพียง 10,000 บาท ตัวแม่ก็สงสัยว่าทำไมคดียังไม่สิ้นสุดแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกับให้เอารถแทรกเตอร์กลับออกไปได้​ แถมยังเรียกแม่ไปคุยตกลงว่าจะจ่ายเงินให้ จำนวน 500,000 บาท แต่ต้องไม่ต้องติดใจเอาความใดๆทั้งสิ้น​ โดยที่ตัวแม่เองก็คิดว่าอยากให้เรื่องมันจบๆไปเพราะก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน​ รู้จักกันดี​ แต่จนถึงวันนี้กว่าหนึ่งเดือนคดีไม่มีความคืบหน้าเงินที่ว่าจะได้มาใช้หนี้ใช้สินทั้งการจัดงานศพก็ไม่เคยได้รับการติดต่อเยียวยาตามที่ตกลงกันแต่อย่างใด​ อีกทั้งตั้งแต่เกิดเหตุไม่เคยมีข่าวหรือสื่อใดนำเสนอออกไป​ แม่จึงกลัวว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมจึงได้เดินทางจากจังหวัดชัยภูมิเพื่อมาร้องมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมให้ช่วยเหลือ

โดยนางชลนิภายังประสบชะตากรรมถูกซ้ำเติมเมื่อนั่งรถทัวร์มาลงที่ฟิวส์เจอร์รังสิตก่อนนั่งวิน จจย.ให้มาส่งที่มูลนิธิแต่วิน จยย. กับพาไปทิ้งที่หน้า รพ. มงกุฎวัฒนะ แล้วปล่อยให้เดินเท้ากว่าหลายกิโลจนมาถึงที่มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมในสภาพเหนื่อยล้าและกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ด้านทนายรณณรงค์​ ประธานมูลนิธิ ได้กล่าวว่าสำหรับกรณีนี้ที่ตนเข้ามาช่วยเหลือก็เพราะว่าผู้เสียชีวิตเองถือว่าเป็นทหารกล้าเป็นวีรบุรุษ ที่ไปรบกับทหารกัมพูชา ตนเองไม่ได้ไปรบ​ผมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยครอบครัวของทหารรายนี้​ อีกทั้งจะพาคุณแม่ไปร้องยังอัยการคุ้มครองสิทธิ์ที่แจ้งวัฒนะให้เข้ามาช่วยดู เพื่อไม่ให้มีการแทรกแซง​ ส่วนตัวยังติดใจที่ให้ตัวคุณแม่เซ็นเรื่องเงินห้าแสนบาทแล้วให้ยอมความ​ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวมันสามารถเบิกได้จากพรบ.คุ้มครองผู้ประสบเหตุได้อยู่แล้ว​ ทำไมในส่วนของเจ้าของคนขับรถแทรกเตอร์หรือรถไถนาซึ่งก็เข้าใจว่ามีเงินอยู่แล้ว​ ทำไมถึงไมคิดเยียวยา แต่ช่วยเหลือ​ให้เงินมาแค่ 10000 บาท แล้วมันจบเลยหรือไง​ทนายรณรงค์กล่าว