วันนี้ (16 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) แสดงความขอบคุณและตระหนักถึงความห่วงใยของภาคประชาชนที่มีต่อกรณี “ช้างสีดอหูพับ” ซึ่งเสียชีวิตภายหลังการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยยืนยันว่า ทส.ให้ความสำคัญกับทุกเสียงสะท้อนจากสังคม และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะด้วยความจริงใจ0 ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารมว.ทส. พร้อมด้วย นายเผด็จ ลายทอง และ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัด ทส. รวมถึง นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือข้อเรียกร้องจากกลุ่มคนรักช้าง พร้อมรับฟังข้อเสนอและข้อกังวลจากภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด
โดย นายกิตติคุณ พลวัน ประธานชมรมจิตอาสารักษ์สัตว์ และประธานองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์จิตอาสารักษ์สัตว์ พร้อมด้วย นายดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิช้างป่ารอยต่อห้าจังหวัด ในหม่อมเจ้ารังษีนภดล ยุคล เป็นผู้แทนกลุ่มประชาชนยื่นหนังสือ และข้อเสนอจากภาคประชาชนได้สะท้อนความห่วงใยต่อการบริหารจัดการช้างป่า ทั้งในมิติของการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ การจัดการพื้นที่ การมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร ตลอดจนการดูแลแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยของช้าง เพื่อให้คนและสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า นายสุชาติ ได้ฝากความห่วงใยมายังประชาชนทุกท่านที่เดินทางมาแสดงจุดยืนในวันนี้ พร้อมย้ำว่า กระทรวงรับทราบถึงข้อห่วงกังวลและข้อเสนอทั้งหมดอย่างครบถ้วน และจะดำเนินการพิจารณาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยยึดหลักว่า “ถูกคือถูก ผิดคือผิด” เพื่อสร้างความมั่นใจ ความสบายใจ และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงเพื่อคลายข้อกังวลของสังคมนั้น ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อช.) โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลจาก อช. รวมถึงผลการลงพื้นที่จริง และการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบตามขั้นตอน

พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้ปลัด ทส. วางแผนการบริหารงานบุคคลของกรมอุทยาน ให้มีความเหมาะสมกับสายวิชาชีพ โดยเฉพาะภารกิจด้านการดูแลสัตว์ป่า ซึ่งจะนำกรณีดังกล่าวมาเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาการทำงานและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสัตว์ป่าในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดทิศทางการบริหารจัดการสัตว์ป่าในระยะต่อไป โดยพิจารณาในหลายมิติ ทั้งด้านสัตว์ป่า แหล่งน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินควบคู่กัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลสวัสดิภาพสัตว์ และการอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการจัดสรรของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยจะประสานการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

