เกษตรกร-โลจิสติกส์สะดุด ประเทศกำลังติดหล่มวิกฤตน้ำมัน…รัฐบาลรักษาการยังหลับ?

116

เสียงจากปลายนา สะเทือนถึงทำเนียบ​ น้ำมันหายจากถัง แต่ความรับผิดชอบหายจากรัฐบาล​ วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาเงียบ ๆ วันนี้ ไม่ได้อยู่ไกลในตะวันออกกลาง แต่กำลังไหลย้อนกลับมาที่ไร่นา ลานมัน โรงสี และล้อรถบรรทุกของประเทศไทย สัญญาณเริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน ทั้งจากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ชาวนา ชาวสวน และรถบรรทุกสินค้า คำเดียวที่ได้ยินซ้ำ ๆ คือ “น้ำมันหายาก…เติมไม่ได้…ต้นทุนพุ่ง”

รายงานข่าวหลายสำนักระบุว่า สถานการณ์พลังงานโลกตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานทันที สถานีบริการบางแห่งในไทยเริ่มจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันต่อคัน เพื่อป้องกันการกักตุน เช่น รถยนต์ทั่วไปเติมได้เพียงประมาณ 700 บาทต่อวัน ขณะที่รถบรรทุกถูกจำกัดวงเงินเช่นกัน ภาพนี้สะท้อนความจริงที่น่ากังวล ประเทศกำลังเข้าสู่ “ภาวะตึงตัวด้านพลังงาน” และผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนใคร ไม่ใช่นักการเมืองในห้องแอร์ แต่คือเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันสูบน้ำ รถเกี่ยวข้าว รถไถ รถบรรทุกผลผลิต รถห้องเย็นขนอาหาร ทั้งหมดคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อ “เครื่องจักรของชาติ” เริ่มสะดุด

ลองมองภาพจริงในภาคเกษตร
รถไถ 1 คัน ใช้น้ำมันวันละหลายสิบลิตร
รถเกี่ยวข้าว ใช้ดีเซลมหาศาลในช่วงฤดูกาล
รถบรรทุกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย หรือผลไม้ ต้องวิ่งทั้งวันทั้งคืน

ถ้าน้ำมันเติมได้จำกัด ต้นทุนจะพุ่งทันที และเมื่อต้นทุนพุ่ง ราคาสินค้าเกษตร ราคาขนส่ง ราคาสินค้าในตลาดก็จะพุ่งตามเป็นลูกโซ่ นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “Energy Shock ผ่านระบบโลจิสติกส์” หรือพูดง่าย ๆ น้ำมันขาด = ประเทศสะดุด

คำถามสำคัญ : รัฐบาลรู้หรือยังว่าปัญหามาถึงตรงนี้แล้ว?

รัฐบาลออกมาระบุว่า ประเทศไทยยังมีสต็อกพลังงานเพียงพอ และกำลังหาทางกระจายแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม แต่ปัญหาของประชาชนไม่ได้อยู่ที่คำแถลง อยู่ที่สถานการณ์หน้างาน เพราะในหลายพื้นที่เริ่มเกิดการจำกัดการเติมน้ำมัน ความตื่นตระหนก ต้นทุนขนส่งพุ่ง และที่สำคัญที่สุด ยังไม่มีมาตรการเฉพาะช่วยเกษตรกรและโลจิสติกส์

รัฐบาลรักษาการ…ต้องทำมากกว่าการ “ปลอบใจ”

การบริหารประเทศในยามวิกฤตพลังงานต้องการการตัดสินใจที่เร็วกว่าเดิม 3 เท่า ไม่ใช่เพียงออกข่าวแถลงขอความร่วมมือประชาชน เพราะถ้าล้อรถบรรทุกหยุด เศรษฐกิจทั้งประเทศจะหยุดตาม

พยัคฆ์น้อยร้อยเก้า ขอเสนอแนวทางเร่งด่วนที่รัฐต้องทำ “ทันที”

(1) จัดสรรน้ำมัน “โควตาพิเศษ” ให้ภาคเกษตร
กระทรวงพลังงานต้องกำหนด Green Channel Fuel สำหรับรถไถ รถเกี่ยวข้าว รถบรรทุกผลผลิตเกษตร โดยใช้บัตรเกษตรกรหรือทะเบียนรถเกษตร

(2) เปิดคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ
ประเทศไทยมี Strategic Oil Reserve ต้องใช้เพื่อภาคเกษตร โลจิสติกส์อาหาร รถขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคก่อนภาคอื่น

(3) ควบคุมการกักตุนและเก็งกำไร
สั่งการทันทีให้กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตรวจสอบปั๊มที่กักตุน การขายเกินราคา หรือการขายเฉพาะพวก

(4) เปิดศูนย์โลจิสติกส์ฉุกเฉิน
รัฐบาลควรตั้ง War Room พลังงาน รวมกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตร ติดตามสต็อกน้ำมันรายวัน

(5) ลดภาษีน้ำมันชั่วคราว
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ควรลดภาษีสรรพสามิตดีเซล อุดหนุนดีเซลภาคเกษตร เพื่อกันต้นทุนอาหารไม่ให้พุ่ง

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องพลังงาน แต่มันคือวิกฤตความสามารถในการบริหารประเทศ ถ้ารัฐบาลมองเห็นปัญหาแล้วลงมือทันที ประเทศจะผ่านไปได้ แต่ถ้ารัฐบาลยังทำงานแบบ “ช้า…ชะล่า…รอข่าว” สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่น้ำมันขาด รถบรรทุกหยุด แต่คือเศรษฐกิจฐานรากทั้งประเทศจะสะดุด และเมื่อถึงวันนั้น เสียงจากปลายนาจะไม่ใช่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่จะกลายเป็นเสียงคำถามถึงผู้นำประเทศว่า

“ท่านบริหารประเทศ…หรือปล่อยประเทศไหลไปตามโชคชะตา?”