สตม.ยันคัดกรองเข้มเหตุขัดแย้งตะวันออกกลาง เผยตรวจตัวเลขอิสราเอล

44

โฆษก​ สตม.ย้ำคุมเข้มคัดกรองต่างชาติจากพื้นที่ขัดแย้งตะวันออกกลาง หลังสังคมกังวลตัวเลขชาวอิสราเอลพำนักในไทย แจงข้อมูลจริงมีเพียงราว 3 หมื่นคน ไม่ใช่หลักแสนตามข่าวลือ พร้อมสั่งเพิ่มมาตรการตรวจสอบเข้มทุกสนามบิน–พื้นที่ท่องเที่ยว ป้องกันผลกระทบด้านความมั่นคงช่วงสงกรานต์

จากกรณีสังคมมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของคนต่างชาติที่เป็นประเทศคู่ขัดแย้งในเหตุ ตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลทางสื่อมวลชนว่า มีคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวอิสราเอลพำนักในไทยจำนวนมากถึง 425,000 คน หรือ 5% ของชาวอิสราเอลทั้งประเทศ โดยเฉพาะจังหวัด ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น พะเยา ประมาณ 470,000 คน แพร่ ประมาณ 440,000 คน จังหวัด ลำพูน ประมาณ 400,000 กว่าคน อำนาจเจริญ ประมาณ 370,000 คน จังหวัด สตูล ประมาน 324,000 คน ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าจะมีการตั้งรกราก จนกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น สังคม และการใช้ทรัพยากรในระยะยาว และอาจดึงไทยเข้าไปเป็นเป้าประเทศพันธมิตรคู่ความขัดแย้งสงคราม

ล่าสุด เมื่อ 12 มี.ค.2569 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ/โฆษก สตม. ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวว่า ตัวเลขของชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าไทยทาง 5 สนามบินหลัก ในปี 2568 จากระบบฐานข้อมูล ตม. พบว่า มีการเดินทางเข้า 420,202 คน และเดินทางออก 405,712 คน ในขณะที่ ปี 2569 ตั้งแต่ ม.ค.2569 ถึง 11 มี.ค.2569 มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้า 84,238 คน และเดินทางออกไปแล้ว 80,171 คน จะเห็นได้ว่า สัดส่วนการเข้าและออกยังไม่มีลักษณะการตกค้างอย่างมีนัยสำคัญจนผิดปกติ

จากการรายงานของศูนย์เทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมือง พบว่า ในวันที่ 10 มี.ค.2569 มีชาวอิสราเอลอยู่ในไทยประมาณ 31,892 คน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมทั้งส่วนของนักท่องเที่ยวฟรีวีซ่า และกลุ่มที่ขอวีซ่าด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ นักเรียน ติดตามครอบครัว เป็นต้น ไม่ใช่หลักแสน อย่างที่ปรากฏเป็นข่าว

และเมื่อเจาะลงไปดูชาวอิสราเอลที่มีการยื่นวีซ่าขออยู่ต่อ ในรายจังหวัด เช่น อำนาจเจริญ มีขออยู่ต่อบั้นปลายชีวิต 1 ราย ส่วนแพร่ และพะเยา ตัวเลขเป็น 0 ส่วนจังหวัดท่องเที่ยว เช่น แม่ฮ่องสอน มีการยื่นวีซ่าขออยู่ต่อ 139 ราย ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวที่หมุนเวียนเข้าออกต่อเนื่อง นอกจากนั้นในเขตสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะต่างๆ เช่น สมุย พะงัน มีนักท่องเที่ยวและกลุ่มที่ขออยู่ต่อทั้งระยะสั้นระยะยาวตั้งแต่ ม.ค.2569 ถึง 11 มี.ค.2569 เพียง 5,938 คน

ดังนั้น ตัวเลขชาวอิสราเอลโดยรวมไม่ใช่หลักแสนตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการ ตม. สนามบิน และ ตม. จังหวัดทุกพื้นที่ ให้เพิ่มความเข้มในการคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งจากสงครามตะวันออกกลางทุกสัญชาติที่เดินทางเข้าไทย และพำนักในประเทศอย่างเข้มข้น โดยพิจารณาจากประวัติการเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศ แผนการท่องเที่ยว พฤติกรรมการจองที่พักและแผนการเดินทางกลับ หากพบข้อสงสัยก็จะถูกปฎิเสธการเข้าเมือง

นอกจากนั้น ตม.จังหวัดต่าง ๆ ได้จัดกำลังพล ออกตรวจสอบการแจ้งที่พักต่างชาติของผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ และออกสืบสวนหาข่าวในเขตชุมชนต่างชาติ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยให้ประสานงานข่าวกับหน่วยข่าวกรองและความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อทราบข้อมูลและข้อกังวลทางการข่าว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการแจ้งเป้าหมายทางข่าวกรองจากหน่วยข่าวความมั่นคงแต่อย่างใด

”ขอยืนยันว่า สตม. ให้ความสำคัญกับการระมัดระวังผลกระทบจากสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เราตกเป็นพื้นที่โต้ตอบของชาติคู่ขัดแย้ง ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกหน่วยก่อนหน้านี้แล้ว โดยยอมรับว่า มาตรการดังกล่าว อาจกระทบต่อความหนาแน่นของคนต่างชาติที่สนามบิน โดยเฉพาะสุวรรณภูมิในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น ซึ่งใช้เวลารอคิวราว 50 นาที จากเดิมไม่เกิน 30 นาที ซึ่ง ตม. สนามบิน ได้จัดกำลังพลลงตรวจเต็มทุกช่องตรวจ เพื่อรักษาสมดุลด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง“ พล.ต.ต.เชิงรณฯ กล่าว