นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านนโยบาย นำทัพคนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm ติดตามสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” หลังพบปัญหาราคาหน้าสวนบางช่วงเหลือเพียง 2–3 บาทต่อผล ทั้งที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาท สวนทางกับมูลค่าส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องและแตะเกือบ 28,000 ล้านบาทในปี 2566

“นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าสินค้าขายไม่ได้แต่คือปัญหา โครงสร้างการกระจายมูลค่า ในห่วงโซ่ อุตสาหกรรม แม้มะพร้าวไทยยังมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพที่ขยายตัวในปี 2567–2568 แต่อำนาจต่อรองกลับกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่กลางน้ำ ขณะที่เกษตรกรขายแบบต่างคนต่างขาย ทำให้ความผันผวนของราคาตกอยู่ที่ต้นทางก่อนเสมอประชาธิปัตย์เห็นว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เพียงมาตรการพยุงราคาเฉพาะหน้า แต่ต้อง “ปรับโครงสร้าง” อย่างจริงจัง” นายกรณ์ กล่าว
โมเดลของ Aromatic Farm สะท้อนคำตอบเชิงระบบ ผ่านแนวคิด 3 เสาหลัก คือ People – Planet – Profit โดยมี “ความยั่งยืน (Sustainability)” เป็นแกนกลาง โดยมีกลไก รับซื้อมะพร้าวจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม – มีช่องทางการตลาดของตนเอง และมีการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพนายกรณ์ ย้ำ “นี่คือแนวทางที่ช่วยลดความเปราะบางระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาระยะสั้น เราสามารถศึกษา บทเรียนจากต่างประเทศอย่าง Fonterra แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรรวมตัวและถือหุ้นในห่วงโซ่มูลค่าของตนเอง อุตสาหกรรมทั้งระบบจะเข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน”พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใส เป็นธรรม กำกับระบบล้งไม่ให้เอาเปรียบต้นทาง และสร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้าถึงได้โดยตรง
หากปล่อยสถานการณ์ “มะพร้าว 2 บาท” ดำเนินต่อไป สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือเกษตรกรขาดทุน ไม่มีทุนบำรุงรักษาต้นและดิน และท้ายที่สุดผลผลิตของประเทศจะลดลงประชาธิปัตย์เชื่อว่า มะพร้าวไทยไม่ควรเป็นเพียงสินค้าเกษตรราคาผันผวน แต่ต้องพัฒนาเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาวถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้าปรับโครงสร้าง เพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยทั้งประเทศ

