ตร.ยกระดับดูแลชาวตะวันออกกลาง–สถานทูตคู่ขัดแย้ง หลังสหรัฐฯและอิสราเอล​โจมตีอิหร่าน

115

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยทั่วประเทศ รับสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เดินหน้าเฝ้าระวัง 4 มิติ ทั้งชาวต่างชาติ จุดรวมตัว สถานที่เสี่ยง และสถานทูต พร้อมจับตาการฉวยโอกาสสร้างความไม่สงบในไทย ย้ำหากนักท่องเที่ยวกลับประเทศไม่ได้ อาจพิจารณาขยายเวลาพำนักเป็นรายกรณี.

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า​พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ​ พันธุ์เพ็ชร์​ ผู้บัญชาการตำรวจชาติ​ ได้กำชับให้เข้มงวดการดูแลความปลอดภัยชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรก คือ ตรวจสอบรวบรวมข้อมูลชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งว่าพำนักอยู่ที่ไหน ทั้งในส่วนของฝ่ายที่อาจเป็นผู้กระทำและฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ ก็จะปรากฏข้อมูลอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ส่วนที่ 2 คือ สถานที่ที่เป็นที่รวมตัวจัดกิจกรรมให้ตำรวจสันติบาล, ตำรวจพื้นที่, สตม. และตำรวจท่องเที่ยว เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ, ส่วนที่ 3 คือ ในจังหวัดที่มีการรวมตัวกันบ่อย ตามที่ทราบกันในข่าว ก็จะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษด้วยและส่วนที่ 4 คือ สถานที่ทำงาน จะมีตำรวจสันติบาลและตำรวจนครบาลดูแลเฝ้าระวัง

ส่วนการดูแลความปลอดภัยสถานทูตประเทศคู่ขัดแย้ง รวมถึงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบครั้งนี้ ยังไม่ได้มีการประสานจากตัวแทนสถานทูตในการขอเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยแต่อย่างใด แต่ตนเองได้สั่งการให้ตำรวจนครบาลเพิ่มความเข้มเป็นพิเศษในช่วงนี้แล้ว โดยเน้น 3 ประเทศหลัก คือสหรัฐอเมริกา, อิสราเอล และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ได้มีการเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการผสมโรงสร้างสถานการณ์ทั้งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจสวมรอยก็เหตุความไม่สงบในช่วงนี้ด้วย

ส่วนนโยบายการอนุโลมขยายเวลาการพำนักในราชอาณาจักรแก่ชาวตะวันออกกลางที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องจากไม่สามารถกลับประเทศได้ เพราะยังอยู่ในสถานการณ์การสู้รบนั้น ยังไม่ได้รับรายงานกรณีนี้ แต่ถ้าไม่สามารถกลับประเทศได้จริง ๆ ก็จะมีการพิจารณาเป็นกรณีไป