กองปราบ เผย “เบนสมิธ” หัวหมอ ใช้ชื่อเมียทำธุรกรรมการเงินทุกอย่าง พร้อมเชิญตัว พยาน 6 คน มาสอบหาความเชื่อมโยง

79

จากกรณีตำรวจกองปราบออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ภรรยา ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบฟอกเงิน” ก่อนนำหมายค้นเข้าตรวจค้น 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง ได้พยานหลักฐาน เป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ และเอกสารต่างๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวมถึงยังเชิญพยานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 6 คน เข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3 บก.ป. กล่าวว่า จากการสอบปากคำ พยานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บอกว่า รู้จักกับ นายเบน สมิธ ช่วงปี 2559 มีการทำธุรกิจหุ้นพลังงานร่วมกัน และนายเบน สมิธ ได้ชักชวนให้เข้ามาร่วมลงทุนและได้ใช้งานพวกเขาให้ทำอะไรบางอย่าง และยังบอกว่าต้องไปประสานงานกับใคร ซึ่งคำให้การก็สอดคล้องกับหลักฐานที่ทางตำรวจตรวจพบ และยังพบเส้นเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน โอนไปยังผู้ต้องหา แต่ก็อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจกันจึงต้องมีการโอนเงินให้กัน แต่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อ

สำหรับพฤติการณ์ของ เบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุรกรรมทุกอย่าง ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่างๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินภายในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง โดยตอนนี้ทั้ง 6 คน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากหลังจากนี้พบความเชื่อมโยงต่อกันก็จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกและหมายจับ

พ.ต.ท.อาธิรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้นายเบน สมิธ และ ภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 หลังจากที่มีการดำเนินคดีเครือข่ายยิม เลียก – เฉินจื้อ – ก๊กอาน สำหรับทรัพย์สิน ที่ตรวจยึดมาได้นั้น เป็นคนละส่วนที่ ปปง.ยึดมาก่อนหน้านี้ เพราะทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาจากช่วงหลังก่อเหตุ แต่ก็มีทรัพย์สินบางอย่างที่เกี่ยวพันกับคดีที่หลวกลงทุนหุ้นพลังงาน ที่มีความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาท