เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความภาคประชาชนกับพนักงานสอบสวนบก.ป. เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังเข้าร่วมสังเกตการณ์การลงคะแนนการเลือกตั้งเขตคันนายาว โดยอ้างว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังมีการถ่ายภาพจนไม่เป็นความลับ ว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้ทาง กกต. เข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 5 มี.ค. นี้ พร้อมกับนำพยานหลักฐานเพิ่มเติมเข้ามาด้วย ซึ่งตามขั้นตอนต้องดำเนินการสอบปากคำทุกฝ่าย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ตามคำให้การของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ก่อนจะพิจารณาว่าเป็นความผิดในฐานใด เป็นไปตามที่ กกต. แจ้งความไว้หรือไม่ อย่างไร ยืนยันทั้งหมดต้องดูตามข้อเท็จจริง
เมื่อถามว่า กกต. นำหลักฐานอะไรมาให้บ้าง ที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด? พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน แต่เบื้องต้นก็ตามภาพที่ปรากฏในข่าว ที่มีการถ่ายภาพในคูหาเลือกตั้ง แต่ส่วนรายละเอียดอยู่ในสำนวน
เมื่อถามย้ำถึงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา เข้าข่ายการบิดเบือนข้อมูลต่อสาธารณชนหรือไม่ ตำรวจมี เกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร? พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า เราทำงานโดยมีนโยบายว่าเราไม่สนใจว่าใครเป็นใคร เอาข้อเท็จจริงเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นเราจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทั้งคู่มีหลักฐานอะไรมาให้เราก็ดำเนินการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ถ้าพิจารณาแล้วว่าเป็นความผิดก็จะมีการออกหมายเรียก ถ้าไม่มาก็จะออกหมายจับตามขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องดูในเรื่องของเจตนาเป็นหลัก ยืนยันเราดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏของทั้งสองฝ่าย
ส่วนจะมีสิทธิไม่ดำเนินคดีหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ย้ำว่า ต้องดูตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะที่ตำรวจรับแจ้งไว้ หากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ มันก็มีสิทธิที่ขั้นตอนมันจะไปถึงสั่งไม่ฟ้องได้ แต่ตอนนี้มันเพิ่งเริ่มกระบวนการ เลยจะต้องดูการสอบสวน พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอีกครั้ง
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่มีใครกดดันตำรวจสอบสวนกลางได้ และขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่านว่าเราดำเนินการตามพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เราไม่กลัวเสียชื่อ ในหลายคดีที่เราทำ เรารวบรวมพยานหลักฐานอย่างเต็มกำลัง แม้บางครั้งศาลจะยกฟ้องด้วยซ้ำ แต่เราก็เก็บทุกอย่างเป็นประสบการณ์

