กรุงเทพฯ, 27 ก.พ. – นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา รองเลขาธิการสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ร่วมพิธีมอบรางวัลแก่ 17 เยาวชนจากกรุงเทพฯ ผู้เข้ารอบสุดท้าย การแข่งขัน Empower E-Mobility Challenge ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเสนอแนวคิดสู่เพื่อนำไปสู่การหารือในระดับนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบการขนส่งของกรุงเทพมหานครไปสู่การสัญจรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ESCAP, กรุงเทพมหานคร, โครงการความร่วมมือทวิภาคีด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย (Thailand-UK PACT) และพันธมิตร โดยมีนักเรียน 178 คนทั่วกรุงเทพส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 50 ชิ้น ครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ตั้งแต่จุดชาร์จที่เข้าถึงได้ง่าย กระเบื้องผลิตพลังงาน การออกแบบป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ และนโยบายพัฒนากำลังแรงงาน

นายชัชชาติ กล่าวในพิธีมอบรางวัล โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการให้เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพ ฯ “กรุงเทพมหานครได้เดินหน้าส่งเสริมโครงการด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการปล่อยมลพิษและเพิ่มการเข้าถึงระบบคมนาคมสำหรับทุกคน ซึ่งโครงการ Empower E-Mobility Challenge เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนในกรุงเทพฯ ได้ร่วมจินตนาการและนำเสนอแนวคิดว่ายานยนต์ไฟฟ้าจะสามารถตอบโจทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างไร”
ทางด้าน นางอาร์มิดา กล่าวว่า “โครงการ Empower E-Mobility Challenge ได้เน้นย้ำถึงเห็นบทบาทสำคัญของเยาวชนที่ช่วยสร้างนวตกรรมใหม่ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นธรรม การร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความคิดริเริ่มจากท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากความร่วมในระดับภูมิภาค จะช่วยสร้างอนาคตที่สะอาดและครอบคลุมยิ่งขึ้นได้อย่างไร ด้วยความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาคด้านการขนส่งที่ยั่งยืนของ ESCAP เรากำลังทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านนโยบายการขนส่งและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำหรับระบบยานยนต์ไฟฟ้า”

นางอาร์มิดา กล่าวว่าว่า ESCAP มุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่เพื่อเสริมพลังให้เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาท้าทายระดับโลก ทั้งนี้ ESCAP กำลังเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้โครงการริเริ่มด้านยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Initiative on Electric Mobility – APIEM) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่ง และสนับสนุนการปฏิบัติตามความตกลงปารีส (Paris Agreement)
การแข่งขันครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Thailand-UK PACT ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในกรุงเทพ ฯ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050
ด้านมาร์ค กูดดิ้ง กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรมีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในโลกแห่งความเป็นจริง ผ่านโครงการ Empower E-Mobility Challenge นักเรียนในกรุงเทพมหานครกำลังพัฒนาทักษะ ความมั่นใจ และวิสัยทัศน์ที่จำเป็นในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการสัญจรในเมืองที่สะอาดและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”
นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ ไทย สมายล์ บัส (Thai Smile Bus) มูฟมี (MuvMi) พลังงานบริสุทธิ์ (Energy Absolute) The Water Taxi Company และ แคนเดลา (Candela) โดยทีมที่เข้ารอบสุดท้ายจะได้รับโอกาสศึกษาดูงาน (Work-shadowing) กับบริษัทดังกล่าว เพื่อช่วนให้นักเรียนได้ความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและเส้นทางอาชีพที่เกี่ยวข้อง

ธัชธภัทร ปัญญารัตน์ นักเรียนจากโรงเรียนโยธินบูรณะ ผู้ส่งผลงานการออกแบบสถานีรถโดยสารที่ปลอดภัยและอัจฉริยะ กล่าวว่า “จากการเข้าร่วมการแข่งขัน Empower E-Mobility Challenge ผมเห็นภาพชัดเจนเลยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง และยังเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพฯสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืนในอนาคต”
การแข่งขันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ในหัวข้อ “การเสริมสร้างนโยบายการขนส่งและการพัฒนาบุคลากรเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นธรรมในกรุงเทพฯ” (Strengthening Transport Policies and Workforce Development for a Just Transition to Electric Mobility in Bangkok) ซึ่งดำเนินการโดย ESCAP ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และกทม. โครงการนี้มุ่งเน้นให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเกิดประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน รวมถึงการเปิดตัวหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทางสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นและเพิ่มความมั่นคงทางอาชีพในอนาคต

