DSI​ ส่งสำนวนสั่งฟ้องคดีวัตถุอันตรายล็อตยักษ์ 800 ตัน​มูลค่ากว่า​ 70ล้านบาท

61

DSI ส่งสำนวนคดีสั่งฟ้องผู้ต้องหาครอบครองวัตถุอันตรายที่เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด น้ำหนักกว่า 800 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท !!!

วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569) ณ สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด
ถนนรัชดาภิเษก พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้มอบหมายให้ นายวรรณชัย พรหมรักษ์ รองผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 1/2568 พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน นำสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหา ประกอบด้วยนิติบุคคล 2 ราย และผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล 1 ราย ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากปลายปี พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปส. กรมสอบสวนคดีดิเศษ
และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ตรวจยึดวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางอุตสาหกรรม ได้ที่โกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำนวนกว่า 800 ตัน เพื่อเตรียมส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมูลค่าราคาของกลางในประเทศไทยประมาณ 73 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์สารดังกล่าว พบว่าสามารถนำไปเป็นองค์ประกอบสารตั้งต้น/เร่งปฏิกิริยาในการผลิตยาเสพติดได้ทั้งหมด และมีพยานหลักฐานยืนยันว่าการครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ ประกอบด้วยตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข และกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ทางการสอบสวนเสร็จสิ้นมีพยานหลักฐานพอฟ้องจึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด และขอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลสั่งให้ของกลางตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

พร้อมทั้งขยายผลเกี่ยวกับกระบวนการนำเข้าเพื่อส่งผ่านสารเคมีที่อาจเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดเพื่อส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อวางมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้ง มอบหมายให้กองคดียาเสพติด ขยายผลเกี่ยวกับมาตรการสมคบยาเสพติดต่อไป เนื่องจากปริมาณสารเคมี ดังกล่าวได้รับการยืนยันจากหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้น/สารเร่งปฏิกิริยาในการผลิตยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ได้ถึงประมาณ 1,000 ล้านเม็ด

การสืบสวนสอบสวนในคดีนี้เป็นไปตามนโยบาย การปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนคดีประเภทนี้ทุกมิติ เพื่อตัดวงจรการผลิตและมิให้นำกลับเข้ามาจำหน่ายให้แก่ประชาชนภายในประเทศโดยจะมิยอมให้ผู้กระทำผิดใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนย้ายสารเคมีที่อาจใช้เป็นสารตั้งต้น โดยให้ตรวจสอบขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกราย