มติบอร์ดระดับชาติ Thailand Zero Dropout (TZD) เดินหน้านโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น พร้อมขับเคลื่อน “Learning Passport” เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นคลังหน่วยกิตชีวิต หลังตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงเกือบครึ่งในรอบ 2 ปี

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout: TZD) ระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงจาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 เหลือ 603,095 คน (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) หรือเกือบลดลงครึ่งหนึ่งในรอบ 2 ปี
เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) และเดินหน้าผลักดันโครงการ “Learning Passport” เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (Individual Learning Account: ILA) รองรับการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมยกระดับแผนการดำเนินงานปี 2569 โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อออกแบบความช่วยเหลือรายบุคคล ขยายการดูแลให้ครอบคลุมเด็กในศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)
แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่เพียงห้องเรียน แต่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตในโลกปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ กสศ. ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ

“การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว

