“กัณวีร์” ชม “สีหศักดิ์” ดึงบทบาทไทยในฐานะ “รัฐด่านหน้า” ใช้ “การทูตเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์” ร่วมสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา เตือนต้องระวังไม่ตกเป็นเครื่องมือรัฐบาลทหารเมียนมา เผย ยังส่งเครื่องบินรบโจมตีฝ่ายต่อต้านที่ชายแดนแม่สอด ตอกย้ำไม่กลัวใคร ก่อน 2 รัฐมนตรีต่างประเทศจะพบกันเย็นนี้
วันที่ 18 ก.พ.69 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า เห็นข่าวว่าวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา นาย ตาน ส่วย จะมีการพบปะหารืออย่างไม่เป็นทางการ หรือ Ministers‘ Retreat เพื่อหารือถึงแนวทางสันติภาพในเมียนมาหลังการเลือกตั้ง ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศด่านหน้า (Fronline State) ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเรามีชายแดนร่วมกันกับประเทศเมียนมา กว่า 2.4 พันกิโลเมตร ซึ่งกว่า 5 ปี ที่ผ่านมาไทยได้รับผลกระทบทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการค้าชายแดน การค้าข้ามแดน และการค้าผ่านแดนที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาทต่อปี และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเรายังได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสแกมเมอร์ และคอลเซนเตอร์ รวมทั้ง ยังมีปัญหายาเสพติดอีกด้วย
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ไทยจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพในเมียนมา อย่างที่ผมเคยเสนอแนะมาตลอดว่าเราต้องใช้การทูตแบบแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า (Constructive Intervention) ในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในเมียนมา
“ครั้งนี้ผมขอชื่นชมท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ใช้การทูตแบบยืดหยุ่น ไม่ทำการทูตแบบเงียบ ๆ อีกแล้ว และการที่ท่านแสดงความตั้งใจจะดึงเมียนมากลับเข้าสู่แนวทางฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน หรือ 5 Point Concensus ก็เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะที่ผ่านมาบทบาทของอาเซียน แม้กระทั่งการตั้งผู้แทนพิเศษ ก็ไม่คืบหน้าเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา”
นายกัณวีร์ ระบุว่า แม้ท่านสีหศักดิ์ฯ จะยืนยันในการให้สัมภาษณ์สื่อว่า การริเริ่มพูดคุยกับ รัฐมนตรีต่างประเทศ ตาน ส่วย ของเมียนมา เป็นการหารือถึงแนวทางการสร้างสันติภาพหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่การรับรองผลการเลือกตั้งหรือยอมรับรัฐบาลทหาร แต่หวังจะให้เมียนมาดำเนินการตามเรื่องสำคัญๆ เช่น การเปิดทางในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การลดความรุนแรงกับพลเรือน และเริ่มพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ไทยพร้อมเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนของไทย
“แต่ผมก็ยังอยากย้ำเตือนว่า รัฐบาลไทยต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลทหารเมียนมา เหตุผลที่ผมเตือนเพราะอะไรรู้มั้ยครับ ?? ลองคิดดูดี ๆ นะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้ง 2 ประเทศจะพบกันตอนเย็นวันนี้ และจะนัดคุยกันประเด็น “การสร้างสันติภาพ” แต่ในช่วงเช้า เวลา 09.35 ทหารเมียนมาตัดสินใจใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดหลายจุดในพื้นที่บ้านผาลูน้อย รัฐเมียวดี ที่ติดกับ ต.มหาวัน อ.แม่สอด ของไทย เหมือนการแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า “ไม่กลัวใคร !!” และ “แล้วใครจะทำไม !!” ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องในเมียนมา แต่อย่างน้อยควรแสดงถึงความจริงใจบ้าง”
นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลไทยต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจและการประสานงาน 10 ทิศ กับทุกฝ่ายอย่างทันท่วงที เนื่องจากสถานการณ์ไม่สามารถรอได้อีกต่อไป และไทยต้องรู้จักตัวละครทุกตัวอย่างแน่ชัด และต้องทราบความต้องการของทุกฝ่าย เพื่อมาสังเคราะห์ประเด็นการเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่ายร่วมกัน และไทยได้คุยกับทุกฝ่ายอย่างจริงจังแล้วหรือไม่ เวลาไทยคุย อย่าด้อยค่าฝ่ายอื่น ๆ ว่าสถานะพวกเค้าไม่ใช่ “รัฐ” เลยไม่ให้ความสำคัญกับเค้านะครับ คุยกันให้มีสถานะที่ “เท่าเทียม” แล้วคุณจะได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมาวางแผนการสร้างสันติภาพต่อไป
“ดังนั้น นอกจากท่านได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาแล้ว ท่านต้องพูดคุยกับรัฐบาล NUG กับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการสร้างสันติภาพในครั้งนี้ ถึงจะเป็นบทบาทของรัฐด่านหน้าที่แท้จริง และการทูตของไทยต้องก้าวข้ามจากการใช้ Track 1 เพียงอย่างเดียว เพราะการสร้างสันติภาพต้องใช้ทั้ง Track 1 และ Track 2 และอาจข้ามไปถึง Track 2.5 อีกเสียด้วย ยังไงผมจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องครับ” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ

