หน้าแรกการเมือง"วิโรจน์" บุก สำนักงาน กกต. จี้เปิดข้อมูล ปม Bar code บัตรเลือกตั้ง

“วิโรจน์” บุก สำนักงาน กกต. จี้เปิดข้อมูล ปม Bar code บัตรเลือกตั้ง

เวลา 14.00 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เดินทางมาที่ สำนักงาน กกต. และพยายามที่จะขอเข้าไปด้านในห้องแถลงข่าวของ กกต. เนื่องจากตัวเองมีคำถามที่จะสอบถามในเรื่องของประเด็น Bar Code ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าฟังจากนั้นนายวิโรจน์ ได้เดินเข้ายื่นหนังสือที่ฝ่ายกิจการทั่วไป เกี่ยวกับประเด็นที่สงสัย ซึ่งห้องดังกล่าวอยู่ใกล้กับห้องแถลงข่าวของ กกต. แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันว่าไม่อนุญาตให้นายวิโรจน์เข้าไปด้านใน

นายวิโรจน์ จึงออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ปักหลักรออยู่ว่า วันนี้ตนตั้งใจจะมายื่นหนังสือ ให้ กกต. เปิดข้อมูลทั้งบัตรเลือกตั้งและต้นขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระบุเป็นข่าวของช่องพีพีทีวี ในเขตการเลือกตั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร ที่ฌาปนสถานกองทัพอากาศ ซึ่งการทำงานของกกต.จะง่ายมาก เเค่เอาบัตรที่อยู่ในหีบในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวออกมา ให้สื่อตรวจสอบเเล้วตัดเคเบิ้ลไทร์ต่อหน้าสื่อ เอาบัตรแต่ละใบมาดูว่าบาร์โค้ดซ้ำ หรือแตกต่างกัน ซึ่งถ้าปรากฏว่าบาร์โค้ดบัตรสีชมพู ตรงกับต้นขั้วแสดงว่า การลงคะแนนนั้นไม่เป็นความลับ เพราะต้นขั้วมีลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิ์ รวมถึงจะรู้ถึงลำดับที่ของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งพอรู้ลำดับก็จะรู้ชื่อนามสกุล บ้านเลขที่ ตามได้ถึงบ้านและรู้ทันทันทีว่าคนคนนั้นเลือกอะไร หากเป็นแบบนี้ตั้งข้อสงสัยได้เช่นเดียวกันกับบัตรสีเขียวถึงแม้จะไม่มีบาร์โค้ดแต่มี QR Code ทั้งด้านล่างและด้านบนของต้นขั้ว ถ้าหากมีรหัสที่ตรงกัน ทุกคนก็เข้าใจว่าจะสามารถบ่งชี้หรือสอบย้อนกลับไปถึงผู้ที่ใช้สิทธิ์การเลือกตั้งได้ ซึ่งเรื่องนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญที่การเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับเรื่องนี้ประชาชนทุกคนตกใจมากกว่าว่าทำไมกกต. ถึงไม่ตั้งข้อสงสัย

ส่วนการชี้แจงจาก กกต. บอกว่าการทำรหัสไว้ เพื่อป้องกันการทำซ้ำและเพื่อแยกระหว่างบัตรจริงกับบัตรปลอม ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องการทำลายน้ำ ถ้า กกต.ทำลายน้ำเพื่อจับว่าบัตรจริงหรือบัตรปลอมก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ที่ประชาชนสนใจคือมีการสอบกลับได้ไปยังผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้หรือไม่ ตอนนี้ กกต.ยังตอบได้ไม่ตรงคำถามและมีการชี้แจงในลักษณะว่าบัตรต่าง ๆ ถูกเก็บไว้ที่ กกต.ยังคงเป็นความลับ ความลับยังไม่แตก เเละยังเป็นความลับอยู่ แต่นี่ไม่ใช่ การพูดถึงความลับต้องพูดถึงระบบที่ไม่ว่าใครก็ตามจะไม่สามารถล่วงรู้ได้ ไม่ได้หมายความว่า กกต. จะรู้ก็ได้ คิดแบบนี้ถือว่ามักง่าย จะทำให้ภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี เกียรติศักดิ์ เกียรติภูมิ ของ กกต. ตกต่ำอย่างไม่มีชิ้นดียกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้บังคับบัญชา ใช้ลูกน้องให้เอาเอกสารไปเก็บเป็นความลับ แต่ลูกน้องเอาไว้บนโต๊ะทำงานที่คนเดินพลุกพล่าน จนผู้บังคับบัญชาเดินมาพบ บอกว่าทำไมไม่เอาไปเก็บ เเต่ลูกจะอ้างว่า เอกสารยังไม่ได้ถูกเปิดยังเป็นความลับอยู่ แบบนี้ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะความลับหมายถึงต้องไม่มีบุคคลใดล่วงรู้

ส่วนเรื่องของการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีลักษณะบาร์โค้ดหรือไม่ เรื่องนี้ตนจะต้องมีตรวจสอบอีกครั้ง แต่คนที่ตอบได้ง่ายที่สุด คือ กกต. ซึ่งอีกเรื่องที่ประชาชนสงสัยว่า สำหรับบัตรเลือกตั้งในแต่ละเขตจะเหมือนกันหรือไม่นั้น ถ้าหากเป็นรหัสซ้ำทั้งจังหวัดใช้รหัสเดียว ก็จะไม่เป็นปัญหา หรือยกตัวอย่างเช่นถ้าหาก กทม. มีทั้งหมด 33 เขตแล้วใช้ 33 รหัส เพื่อยืนยันเขต ก็จะไม่มีความผิด แต่ถ้าถึงขั้นแยกว่าใบนี้มีรหัสประจำตัวเฉพาะแต่ละใบ อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาแน่นอน

ส่วนการแถลงข่าวของ กกต. ต่อสื่อมวลชนก็คือการแถลงต่อสาธารณะ อย่างไรสุดท้ายก็ต้องให้สื่อมวลชน หรือประชาชนซักถาม ซึ่งตนมาในนามของประชาชนคนหนึ่งก็ควรที่จะเข้าฟังได้ แต่ จนท. ไม่ให้ตนเข้า ฉะนั้นตนต้องขอฝากสื่อมวลชนถาม ในประเด็นที่ได้กล่าวด้วย

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ยังได้กล่าวอีกว่า คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่า รับเงินหมา กาเบอร์อื่น ประชาชนจะรับเงินมาจากใครก็ได้เวลาเข้าไปเลือกตั้ง แม้แต่กกต.ก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้มีโค้ดลับเทียบกับต้นขั้วก็สามารถรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร อยู่ที่ไหนอย่างนี้ไม่ใช่ความลับ ประเทศจะอยู่ไม่ได้ กกต.ต้องเข้าใจใหม่ ว่าการเลือกตั้งในทางลับ หรืออนุญาตให้ทำโค้ดลับ กันแน่ หรือแม้กระทั่งซื้อทั้งหน่วยเลือกตั้ง หรือซื้อเสียง ถ้าหากเป็นจริง คือเเล้วมีการนำต้นขั้วมาตรวจสอบบาร์โค้ดว่าที่จ่ายเงินไปประชาชนได้เลือกเบอร์ของตัวเองหรือไม่ ถ้าหากไม่เลือกจะได้ไปคุกคามรังแกประชาชนถึงบ้าน ต่อให้มีเพียงแค่คนเดียวที่ถูกคุกคาม ก็ทำให้ประชาชนทั้งหมู่บ้านรู้สึกผวาทันที กลายเป็น รับเงินหมา กาเบอร์อื่น โทษถึงตาย

ซึ่งการกระทำแบบนี้แน่นอนว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย พรป.สส. โดยหลังจากนี้ตนจะต้องปรึกษากับฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่เบื้องต้นกกต.อย่าแก้ตัวและแก้ต่างแบบข้าง ๆ คู ๆ เพราะมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กกต.จะต้องชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งและจะต้องติดคุกด้วย ส่วนจะเป็นโมฆะหรือเลือกตั้งใหม่ ต้องหารือกันในข้อกฎหมายอีกครั้ง

โดยเรื่องนี้เรายังไม่ได้กล่าวหาหรือชี้ว่า กกต. ผิด แต่ขอร้องให้กกต. โปร่งใส เหมือนสโลแกนของสำนักงาน ตอนนี้บอกว่าสุจริต ยุติธรรม ก็พูดได้ไม่เต็มปาก ตอนนี้ กกต. กำลังทำผิดเจตนารมย์ของการเกิดขึ้นขององค์กรและทำลายศักดิ์ศรีขององค์กร เเละการตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ทำให้ประชาชนอุ่นใจในสิทธิเพียงแค่ 5 วินาทีที่เขาออกใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเขาคิดว่าได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ที่ผู้มีอิทธิพลจะเข้าไปคุกคามไม่ได้ แต่ถ้าหากมีหลักฐานปรากฏทางวิทยาศาสตร์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้สามารถสอบย้อนไปยังตัวของผู้ลงคะแนนได้ เจตนารมย์ของการเลือกตั้งตามประชาธิปไตยจะสูญหายไปทันที

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img