ตำรวจ จะถอดบทเรียนกี่ศพถึงพอ..? ยุทธวิธีที่หายไปในวันเกิดเหตุ หรือเราปล่อยให้ครูและนักเรียนเสี่ยงตายซ้ำซาก

94

จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายคลั่งถือปืนบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนจะมีการจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน กระทั่งคนร้ายได้ใช้อาวุธยิงผู้อำนวยการ และนักเรียนหญิงได้รับบาดเจ็บ ก่อนสุดท้ายจะยอมมอบตัวนั้น

“ประดู่แดง” เอง หดหู่กับเหตุการณ์แบบนี้ เสียงปืนดังขึ้นกี่ครั้งแล้วในพื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดของสังคม “โรงเรียน” พื้นที่ของความหวัง ความรู้ และอนาคต แต่ทุกครั้งที่ควันปืนจางลง สิ่งที่ดังขึ้นแทนคือคำเดิม ๆ “ต้องถอดบทเรียน”

คำถามคือ เราจะต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง? เหตุสะเทือนขวัญล่าสุดที่เกิดขึ้นกับครูและนักเรียน กลายเป็นบาดแผลอีกครั้งของสังคมไทย ภาพเด็กวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ครูยืนขวางปกป้องลูกศิษย์ และเสียงไซเรนที่มาช้ากว่ากระสุน ไม่ใช่ภาพใหม่ มันคือภาพซ้ำของอดีตที่เราเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง

เราเคยเห็นเหตุรุนแรงในสถานศึกษา ตั้งแต่เหตุกราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งคร่าชีวิตเด็กเล็กและครูไปอย่างโหดเหี้ยม เหตุสะเทือนขวัญที่สยามพารากอน ซึ่งแม้ไม่ใช่โรงเรียน แต่สะท้อนความเปราะบางของพื้นที่สาธารณะกลางเมืองหลวง ไปจนถึงเหตุใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาอีกหลายจังหวัด ที่ถูกกลบด้วยวลีว่า “ผู้ก่อเหตุมีปัญหาส่วนตัว”

คำถามไม่ได้อยู่ที่แรงจูงใจของคนร้ายเท่านั้น แต่อยู่ที่ “การตอบสนอง” ของรัฐ

ยุทธวิธีมี…แต่ไม่ถูกใช้? ตำรวจไทยไม่ได้ขาดการฝึก หลักสูตรยุทธวิธีมีครบถ้วน ทั้งการควบคุมสถานการณ์ตัวประกัน การเข้าพื้นที่เสี่ยง (Active Shooter Response) การปิดล้อม-เจรจา การประเมินภัยคุกคามเบื้องต้น

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีความรู้”

ปัญหาอยู่ที่ “ไม่นำความรู้มาใช้” หลายเหตุการณ์สะท้อนรูปแบบคล้ายกัน การประเมินสถานการณ์ล่าช้า การควบคุมพื้นที่ไม่เด็ดขาด การสื่อสารที่สับสน การรอคำสั่งมากกว่าการตัดสินใจภาคสนาม

ตำรวจระดับปฏิบัติการถูกฝึกให้ “ตัดสินใจในเสี้ยววินาที” แต่ในสนามจริงกลับเหมือนถูกผูกไว้กับระบบสั่งการที่กลัวความผิดมากกว่ากลัวการสูญเสีย ยุทธวิธีจึงกลายเป็นเอกสารในแฟ้ม ไม่ใช่การเคลื่อนไหวในพื้นที่จริง

ปัญหาโครงสร้างที่ไม่มีใครกล้าพูด เหตุการณ์แบบนี้ รอง ผบ.ตร. ฝ่ายป้องกันปราบปราม (ปป.) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และระดับ ผบช. แต่ละพื้นที่ ต้องมีการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่นายตำรวจคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างที่ให้รางวัลกับ “ความนิ่ง” มากกว่า “ความกล้า” ระบบที่เน้นลำดับชั้นมากกว่าความคล่องตัว และวัฒนธรรมองค์กรที่กลัวการถูกสอบสวนภายหลัง จนทำให้การตัดสินใจเชิงรุกกลายเป็นความเสี่ยงในอาชีพ

ในต่างประเทศ หลายหน่วยงานใช้หลัก “First Officer In” — นายตำรวจคนแรกที่ถึงที่เกิดเหตุมีอำนาจตัดสินใจเข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งระดับบน เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิต แต่ในหลายเหตุการณ์ของไทย ภาพที่เห็นคือการรอหน่วยเฉพาะกิจ รอผู้บังคับบัญชา รอความชัดเจน ขณะที่คนร้ายไม่รอ

โรงเรียนไม่ควรเป็นสมรภูมิ คำถามที่ควรถามมากกว่า “ทำไมคนร้ายก่อเหตุ” คือ“ทำไมโรงเรียนไม่มีระบบป้องกันหลายชั้น?” มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุจริงจังหรือไม่ มีการประสานข้อมูลภัยคุกคามล่วงหน้าหรือไม่ มีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เชื่อมตรงกับตำรวจหรือยัง เจ้าหน้าที่สายตรวจได้รับการฝึก Active Shooter แบบปฏิบัติจริงล่าสุดเมื่อไร ถ้าเรารู้ว่าความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่ยังใช้มาตรการเดิม ๆ นั่นไม่ใช่ความบกพร่อง แต่มันคือความล้มเหลว

“ถอดบทเรียน” ที่ไม่เคยเปลี่ยนบท หลังทุกโศกนาฏกรรม เราจะเห็นวงประชุม เห็นแถลงข่าว เห็นคำว่า “จะปรับปรุง”แต่ไม่ค่อยเห็นรายงานสาธารณะว่า ใครรับผิดชอบ ยุทธวิธีข้อใดผิดพลาด และจะแก้อย่างไรในกรอบเวลาเท่าไรการไม่เปิดเผยความจริง ทำให้สังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ และเมื่อไม่มีแรงกดดัน การปฏิรูปก็ไม่เกิด บทเรียนที่ไม่ถูกบังคับใช้ ก็ไม่ต่างจากบทเรียนที่ไม่เคยเรียน

ถึงเวลาหยุดปลอบใจตัวเอง เราไม่อาจยอมรับความคิดที่ว่า “เหตุร้ายเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้” ใช่ ความรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ทุกประเทศ แต่ความสูญเสียจำนวนมากมักสะท้อนการตอบสนองที่ไม่ทันการณ์ ถ้ายุทธวิธีมีอยู่แล้ว ต้องกล้าถามว่าใครสั่งไม่ใช้ หรือใครไม่กล้าใช้ เพราะทุกวินาทีที่ลังเล คือความเสี่ยงของชีวิตเด็ก ๆ

คำถามที่ต้องตอบก่อนเหตุครั้งหน้า จะกำหนดอำนาจตัดสินใจหน้างานให้ชัดเจนหรือไม่ จะฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองกับโรงเรียนทั่วประเทศจริงจังแค่ไหน จะเปิดเผยรายงานสอบสวนอย่างโปร่งใสหรือยัง จะยอมรับความผิดพลาดเชิงระบบหรือยัง ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัด คำว่า “ถอดบทเรียน” ก็เป็นเพียงพิธีกรรมหลังศพ

ท้ายที่สุด ไม่ว่าการวิเคราะห์จะเข้มข้นเพียงใด สิ่งที่หนักแน่นที่สุดคือความสูญเสียของครอบครัว ไม่มีคำตำหนิใดจะปลอบโยนความเจ็บปวดของพ่อแม่ ไม่มีบทวิจารณ์ใดจะคืนชีวิตครูและนักเรียนกลับมาได้
“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวทุกคน” และหวังว่า ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการ “ถอดบทเรียน”แต่จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ “ประดู่แดง” ต้องเขียนคอลัมน์แบบนี้