เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวบนเวทีว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ในเวทีการเมือง ถึงชีวิตอายุราชการที่เหลือ 6 ปี ทิ้งความมั่นคงในชีวิต ทิ้งโอกาสจะเป็นปลัดกระทรวงการคลัง จึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพราะเป็นห่วงประเทศ ห่วงว่าจะเจอวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง ตอนต้มยำกุ้งปี 40 เห็นคนตกงาน ธุรกิจเจ๊ง เห็นเพื่อนต้องเลิกเรียนหนังสือ เราปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปอีกไม่ได้ครับ คนไทยรู้และพูด แต่ไม่ค่อยมีคนออกมาทำ ผมถึงอาสาออกมาทำ ถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำ ประเทศไทยจะเจอวิกฤตแน่ ๆ เป็นห่วงที่สุดเพราะมีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของทั้งโลก ว่าเสรีภาพการคลังประเทศไทยเป็นลบ
ตอนนั้นที่เข้ามาทำคือการขอคืนหนี้ ธกส. ซึ่งไม่เคยมีใครทำในรอบหลายปี และทำแผนยั่งยืนทางการคลังทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต ตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ที่กำลังจะติดหล่มคาดการณ์ว่าจะเหลือ 0.3% มันคือทุกข์ของชาวบ้านและรายได้ของชาวบ้านที่หายไป ตนจึงมาขอทำโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการอีกมากมาย ทำให้ไตรมาสที่ 4 ที่เคยมองว่าจะโตแค่ 0.3% วันนี้คาดการณ์แล้วว่าเราจะโตได้ 1.8% ยังมีโครงการเอสเอ็มอี ปิดหนี้ไวไปต่อได้ เม็ดเงินที่หมุนทั้งหมดตนไม่ได้ก่อหนี้เพิ่มซักบาทเดียว แต่เป็นงบประมาณที่อนุมัติไว้อยู่แล้ว เพียงแต่เอามาจัดให้ใช้จ่ายตรงเป้า กระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบ ยืนยันในฐานะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเราไม่ทำประชานิยม ถ้าทำประชานิยมเมื่อไหร่คือการก่อหนี้และทิ้งภาระให้ลูกหลาน ดังนั้น เราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยการคลัง
ดีใจที่วันนี้ยกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ มีการพูดว่าประเทศไทยจะเป็นคนป่วยใหม่ในเอเชีย แต่หมอเอกคนนี้เอาออกจากไอซียูมาแล้ว แต่ยังไม่สบายใจว่าเราจะทำให้คนป่วยนี้กลับมาแข็งแกร่งแข่งกับเวทีโลกได้อย่างไร ให้รถคันนี้แข่งขันกับเวทีโลกได้อย่างไร ภาพนี้เป็นภาพสะท้อนว่าทำไมตนจึงอาสาทำต่อ ถ้าเราไม่อยู่บนโต๊ะเจรจาในเวทีโลกเราจะกลายเป็นอาหารให้เขากิน เราสามารถดึงการลงทุนมาได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งตนพูดกับคนที่จะมาลงทุนว่าต้องมาช่วยพัฒนาทักษะของคนไทยเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาให้คนไทยเก่งขึ้น และจะได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น นี่คือสิ่งที่เราทำเป็นแนวนโยบายคือ 10 พลัส เปรียบเหมือนยา 10 เม็ดที่จะทำให้คนป่วยเป็นคนแกร่งแห่งเอเชีย
อยากทำนโยบายที่กระจายรายได้ ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ทั้งเอสเอ็มอี พลังงานสะอาด ใช้ AI การทำให้ไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีศักยภาพ เต็มศักยภาพด้วยการมีวินัยการคลัง วันนี้รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร คนป่วยแห่งเอเชียวันนี้ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำให้เป็นคนแข็งแกร่งแห่งเอเชียที่ยืนได้บนขาของตัวเอง เราอาจจะตกรถ
“วันนี้ผมถึงขอโอกาสให้ผมมาทำต่อ คำถามที่ถูกถามบ่อยมากว่าทำไมถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยให้โอกาสผมในการทำงาน ผมทำงานให้กับประชาชน ให้คนไทยและ ประเทศไทย ขอโอกาสทำ คนพูดเก่งมีเยอะแต่คนทำได้ และทำเป็น และตั้งใจเพื่อประเทศมีอยู่น้อย ผมขออาสาเป็นคนๆ นั้น ครับ ผมทำงานวันที่ 73 กลับด้านก็เป็น 37 พอดี ถ้าอยากให้ผมทำต่อ ทำเพื่อประเทศ ทำเพื่อคนไทย เลือกเบอร์ 37 ผมสัญญาจะทำเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ด้วยเกียรติของเอกนิติ”

