8 ก.พ. กาแบบยุทธศาสตร์พุ่งเป้า​ เทเลือกดันตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ​ ฉุดไทยพ้นฉายาคนป่วยแห่งเอเชีย

116

ก่อนถึงวันกาบัตรเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 8 กุมภาพันธ์ ไฟแนนเชียลไทม์ นำเสนอบทความเรื่อง “ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร”

โดยบรรยายว่าครั้งหนึ่งเศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาคด้วยอัตราเลขสองหลัก แต่ปัจจุบันปัจจัยขับเคลื่อนหลักอาทิ การบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวกำลังอยู่ในช่วงขาลง จากเดิมที่ไทยมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับมาติดอยู่ในภาวะชะงักด้วยอัตราการเติบโตประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์

ในบทความระบุอีกว่าอดีตเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึง 13 เปอร์เซ็นต์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นเสือเอเชีย ปัจจุบันกลายเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางไปแล้ว เนื่องจากประชากรสูงวัยเพิ่ม แต่การเพิ่มของประชากรลดลง หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเสือแห่งเอเชีย ได้กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียภายในเวลา 10 ปี

“สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกคือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง กองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึงสามคนในช่วงสองสามปีมานี้” สื่อนอกระบุสาเหตุหนึ่งถึงอาการป่วย

เชื่อว่าสาเหตุดังกล่าวคนไทยส่วนใหญ่ต่างทราบกันดีว่าโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ขวางไม่ให้ประเทศชาติก้าวหน้า เพราะนับแต่ที่นายทักษิณ ชินวัตร นั่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ผลักดันนโยบายทุกนโยบายได้จริง จนมีวลีเด็ดที่ชาวบ้านทั้งเหนือและอีสานพูดกันติดปากว่า ประชาธิปไตยกินได้

นายทักษิณบริหารประเทศครบสี่ปี จัดเลือกตั้งใหม่ ชาวบ้านเทเลือกพรรคไทยรักไทยแบบถล่มทลาย ได้ ส.ส. ถึง 377 เสียง กลายเป็นหนามตำใจของพวกอีลิท ก่อม็อบขับไล่รัฐบาลทักษิณ นำไปสู่การรัฐประหารที่มาพร้อมความแตกแยกของคนในชาติ แบ่งสีแบ่งพวกกันอย่างชัดเจน

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้กุมอำนาจรู้สึกหวั่นไหว กลัวจะสูญเสียอำนาจ มีความพยายามยึดกุมอำนาจไว้ในมือ กระทั่งนำสู่การรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากตระกูลชินวัตรรอบที่สอง

กลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยมมิวางใจว่าจะบริหารอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จ มีการเคลื่อนไหวขจัดฝ่ายตรงข้ามผ่านองค์กรอิสระ แทนการสั่งให้ลากรถถังออกมาก่อรัฐประหาร ก็บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ แต่ผลเสียคือรัฐบาลไร้เสถียรภาพ การบริหารประเทศขาดความต่อเนื่อง จากที่เคยเป็นเสือแห่งเอเชีย กลายมาเป็นเสือป่วย และอาจจะถึงขั้นพิการก็เป็นได้

ดังนั้นเพื่อขจัดปัญหาที่ขวางความเจริญของประเทศชาติ รวมถึงช่วยฉุดให้ประชาชนที่กระเป๋าแฟบกลับมากระเป๋าฟู วันที่ 8 กุมภาพันธ์จะเป็นวันชี้ชะตาว่าไทยมีโอกาสที่จะฟื้นจากอาการป่วยหรือไม่ โดยประชาชนจะเป็นผู้กำหนดกาบัตรเลือกตั้ง​ ซึ่งห้วงเวลานี้ ถ้าจับทิศทางของกลุ่มพรรคการเมืองที่กำลังขับเคี่ยวในสนามเลือกตั้ง และประชาชนให้ความสนใจ มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก พรรคที่ถูกมองว่าอยู่สายอนุรักษ์นิยม ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ กล้าธรรม พลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ล้วนเป็นนั่งร้านสำคัญค้ำบัลลังก์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างยาวนาน

กลุ่มที่สอง ประกาศตัวชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีกว่าเดิม เป็นพรรคคนรุ่นใหม่ นั่นคือพรรคประชาชน กำลังขับเคี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ขวัญใจกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจ แบบสูสี

กลุ่มที่สาม ประกาศตัวเดินหน้ากอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนัก เน้นประกาศนโยบายแทนการใส่ร้ายป้ายสี หรือขุดความผิดพลาดของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาโจมตี พรรคเพื่อไทยโดดเด่นที่สุด มีพรรคประชาชาติเป็นแนวร่วมสำคัญ

ทั้งสามกลุ่มมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น ต่อให้โลกจะแตกฟ้าจะพัง ยากที่จะเปลี่ยนใจ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลโพลทุกสำนักออกมาตรงกันว่า มีประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจจะลงคะแนนเลือกใคร ถ้าประชาชนกลุ่มนี้เทไปทางไหน กลุ่มนั้นจะชนะในทันที

เมื่อความเห็นของหลายฝ่าย รวมทั้งสื่อนอกที่นำเสนอบทความว่าไทยคือคนป่วยแห่งเอเชีย สาเหตุหลักมาจากรัฐบาลไร้เสถียรภาพ

ดังนั้นเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นฉายาคนป่วยแห่งเอเชีย ประชาชนทั้งประเทศต้องออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันให้มากๆ เลือกพรรคการเมืองกลุ่มไหนก็ได้ แต่ต้องเลือกแบบพุ่งเป้า เทคะแนนเสียงเลือกให้ขาดลอย ถ้าเลือกพรรคหนึ่งพรรคใดแลนด์สไลด์ยิ่งดี จะได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และมีเสถียรภาพที่มั่นคงในการขับเคลื่อนและฟื้นฟูประเทศ และคะแนนที่ท่วมท้นนี้จะช่วยกระตุกพวกองค์กรอิสระทั้งหลายว่า จะชี้ชะตาใครต้องยึดหลักกฎหมาย ไม่ใช่เลี่ยงบาลีหรือใช้เทคนิคเล็กๆ ช่วยเหลือ

จึงได้แต่หวังว่า 8 กุมภาพันธ์นี้ ประชาชนกาบัตรตามยุทธศาสตร์พุ่งเป้า ถ้าทำได้จริง จะฟื้นอาการป่วยของประเทศได้อย่างแน่นอน ยุทธศาสตร์นี้เสมือนการรักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า ที่หมอต่างยืนยันว่าได้ผลดี!