“นราพัฒน์” ชู ตั้ง 10 มหานคร กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น-ตั้งกองทุนดูแลคนรากหญ้า-ปฏิรูปการศึกษา ไม่เน้นการสอบ ลดความเหลื่อมล้ำ

169

เชียงใหม่, วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมเสวนาทางการเมืองในหัวข้อ “The Choice เลือกตั้ง 2569 @CMU” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ต่ออนาคตประเทศ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึง นายนราพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันนักการเมืองสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คนดีแต่ไม่เก่ง คนเก่งแต่ไม่ค่อยดี และกลุ่มที่มีทั้งคนเก่งและคนดี ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ในกลุ่มหลัง โดยยก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยด้านการทุจริต และมีความรู้ความสามารถด้านนโยบายพลังงาน สามารถลดค่าพลังงานให้ประชาชนได้จริงในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน

นายนราพัฒน์ ย้ำว่า พรรค รทสช. มีความเด็ดขาดมากกว่านักการเมืองหรือผู้นำทางการเมืองคนอื่น โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงชายแดนและการพิทักษ์เอกราชของประเทศ พร้อมเสนอให้ยกเลิก MOU 43-44 และจัดทำรั้วชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและอาชญากรรมข้ามชาติ พรรคเสนอให้เพิ่มบทลงโทษขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิตต่อขบวนการสแกมเมอร์และทุนเทา รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยมาตรการเด็ดขาด ผ่านแนวคิด “คุกกลางทะเล” แยกผู้ต้องขังไปคุมขังในพื้นที่ห่างไกล เพื่อตัดการสื่อสารและธุรกรรมผิดกฎหมาย

ด้านนโยบายพลังงาน นายนราพัฒน์ ระบุว่า ต้นทุนชีวิตของประชาชนถูกกดดันจากราคาพลังงานมาอย่างยาวนาน โดยที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ได้ตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 2 ปี และลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือประมาณ 3.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติตั้งเป้าจะเดินหน้าลดค่าไฟให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย พร้อมยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และปรับโครงสร้างราคาพลังงานด้วยกฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนที่แท้จริงและทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างยั่งยืน

สำหรับเศรษฐกิจฐานราก นายนราพัฒน์ ระบุว่า พรรคจะจัดตั้งกองทุนดูแลประชาชน “โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการที่จะได้รับเบี้ยยังชีพ 1,500 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาคเกษตรจะเร่งพัฒนาระบบน้ำและโครงการแก้มลิงทั่วประเทศ พร้อมผลักดันการผลิตปุ๋ยในประเทศจากทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งโพแทสเซียมและยูเรีย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ยให้เหลือไม่ถึงกระสอบละ 500 บาท

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ ยังเสนอแนวคิดจัดตั้ง 10 มหานคร ใช้งบประมาณรวม 1 แสนล้านบาท โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและภาคส่วนต่าง ๆ บริหารจัดการเอง ผ่านการปรับโครงสร้างงบประมาณของรัฐ ควบคู่กับการปฏิรูปตำรวจ ระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม ด้วยการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง ปิดช่องทางวิ่งเต้น และปรับระบบการเติบโตของข้าราชการให้โปร่งใส รวมถึงแนวคิดจัดตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างเป็นธรรม

ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ นายนราพัฒน์ ระบุว่า ประเทศไทยต้องมองระบบน้ำอย่างเป็นองค์รวม ทั้งน้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน โดยชี้ว่าปัจจุบันรัฐยังขาดการบริหารจัดการน้ำบนฟ้าอย่างเป็นระบบ ทั้งที่เทคโนโลยีด้านเรดาร์ตรวจอากาศ เช่น Cloud Radar และ Doppler Weather Radar สามารถช่วยคาดการณ์มวลน้ำและพายุล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เพื่อใช้ในการเตือนภัยและวางแผนระบายน้ำอย่างเหมาะสม ส่วนปัญหาฝุ่น PM2.5 มองว่าเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุก โดยเสนอให้ตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน หากพบการเผาในกระบวนการผลิต ต้องกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า พร้อมย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

สำหรับการปฏิรูประบบการศึกษา นายนราพัฒน์ ชูแนวคิด “อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน” โดยไม่เน้นการแข่งขันสอบเข้า มองว่าระบบสอบเป็นต้นตอของความเครียดและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดและครอบครัวรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงการกวดวิชาได้ เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับตัวรองรับการเรียนออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางการศึกษาได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งระยะเวลาการเรียนและการสะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปต่อยอดอาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้กำหนดมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูงอย่างชัดเจน เชื่อมโยงกับการพัฒนาแรงงานผ่านการ up-skill และ re-skill ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานจริง พร้อมย้ำว่า หลักสูตรศีลธรรม คุณธรรม และประวัติศาสตร์ควรยังคงอยู่ในระบบการศึกษา แม้ไม่ต้องสอบ แต่ต้องได้เรียนรู้ เพื่อสร้างคนเก่งและคนดีควบคู่กัน

ในด้านการท่องเที่ยวภาคเหนือและจังหวัดเชียงใหม่ นายนราพัฒน์ ระบุว่า ภาคเหนือมีจุดเด่นด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงต้องพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ เน้นความปลอดภัยและการรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาโรงเรียน 3 ภาษา และการสร้างสินค้าและบริการที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้เชียงใหม่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองน่าอยู่ในเวลาเดียวกัน

ด้านการปราบปรามคอร์รัปชันและพลังงาน นายนราพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบการเมืองไทยต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อมโยงกับอิทธิพลของนายทุน ทุนเทา และทุนปีศาจ ที่แฝงตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพลังงานของประเทศ พร้อมชี้ว่า หากยังปล่อยให้กลุ่มทุนเหล่านี้กอบโกยผลประโยชน์ นโยบายที่ดีเพียงใดก็ไม่อาจขับเคลื่อนได้จริง

“พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศจุดยืนเดินหน้าจัดการทุนเทาและทุนปีศาจ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ทวงคืนผลประโยชน์ที่ควรเป็นของประชาชน เพื่อนำมาลดภาระค่าครองชีพ” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินใจเลือกชีวิตของประชาชน ว่าจะเลือกแบบเดิม หรือเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติที่พร้อมนำประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชน ต่อสู้กับกลุ่มทุนพลังงานและความอยุติธรรม พร้อมเชิญชวนไทยทุกคนเข้าคูหาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ บัตรสีชมพู เบอร์ 6