“อภิสิทธิ์” ช่วย “พงศกร” หาเสียงเขตเลือกตั้งเก่า แจงข้อสังเกตทีดีอาร์ไอ ยันนโยบาย ปชป.ใช้งบตามกรอบ เผยไม่ตั้งเป้าต้องร่วมรัฐบาล พร้อมทำหน้าที่ในสภา

97

กรุงเทพมหานคร, วันที่ 4 กุมภาพันธ์ – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 1 เขตคลองเตย เขตวัฒนา ไปพบปะประชาชนที่ตลาดแสงทิพย์ ย่านพระโขนง โดยมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากทั้ง 2 ข้างทางยืนรอขอถ่ายรูป และสวมกอดนายอภิสิทธิ์ ตลอดทาง พร้อมบอกว่า เลือกพรรคประชาธิปัตย์หมดใจ

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า หลังจากลงหาเสียงพื้นที่ภาคใต้วันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ในวันนี้ ตน พร้อมด้วยนายสกลธี และนายพงศกร ผู้สมัคร สส.กทม เขต 4 เบอร์ 1 มาหาเสียงตลาดแสงทิพย์ ย่านพระโขนงต่อเนื่อง ซึ่งตนได้กลับมาในเขตเลือกตั้งของตนเองอีกครั้ง ซึ่งมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่แล้ว และที่ผ่านมานายพงศกร เบอร์ 1 ก็ได้เดินหน้าอย่างเต็มที่ในพื้นที่นี้ ซึ่งตนหวังว่านายพงศกรจะได้รับความสนใจจากพี่น้อง ประชาชนในเขตพื้นที่นี้ด้วย ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการสำรวจและมีการเก็บข้อมูลพื้นที่กทม. มาเป็นระยะ

ส่วนกรณีที่ทีดีอาร์ไอได้มีการวิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ว่าใช้งบนโยบายค่อนข้างสูงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น งบประมาณที่เรานำเสนอต่อ กกต. เราได้ดำเนินการตามงบประมาณที่กกต.กำหนด ซึ่งงบของเราจะเป็นงบประมาณ 4 ปีซึ่งทีดีอาร์ไอก็เข้าใจดีแล้ว นอกจากนี้ ตนอยากชี้แจงงบที่เราส่ง กกต. กรณีเรื่องเบี้ยยังชีพ เราจะต้องส่งงบทั้งโครงการ ซึ่งปัจจุบันเบี้ยยังชีพ มีการจ่ายอยู่แล้ว 600 บาท 700 บาท 800 บาท เป็นขั้นบันได ส่วนเราส่งนโยบายว่าเบี้ยยังชีพ 1000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งจริงๆ เรารวมของเดิมจ่ายอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นงบประมาณส่วนนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่เข้าใจกัน

“อย่างที่ทีดีอาร์ไอตั้งข้อสังเกตเราก็เกิดความสงสัยอยู่นิดหน่อย เช่น กรณีเรื่องของค่าไฟเราก็ไม่ได้ใช้งบเลย และผมยืนยันว่าเราได้ดูหมดแล้วว่าแต่ละปีงบประมาณ ที่งบเพิ่มขึ้น และเมื่อดูไปถึงเรื่องอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างที่ยังมีอยู่ ก็ยังสามารถจะกู้เงินกรณีการขาดดุลได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับประเด็นนี้ จะมีผลกระทบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริงทีดีอาร์ไอก็วิจารณ์ทุกพรรค เพราะทุกพรรคมีตัวเลขที่ไม่ได้ต่างกันมาก อย่างพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ตัวเลขก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก แม้ตัวเลขพรรคประชาชนจะมากกว่า ส่วนของพรรคอื่นๆ ที่น่าสงสัย คือหลายพรรคเขียนโครงการแต่ไม่เขียนงบ ซึ่งอยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้

ทั้งนี้ กรณีที่ กกต. จะส่งรายชื่อให้ศาลตัดสิน เพิกถอนผู้สมัคร สส. จำนวนมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตัดสิทธิ์เพราะขาดคุณสมบัติเป็นเรื่องปกติตามกฏหมายอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนมีกระแสข่าวว่าที่บางพรรคหัวหน้าพรรคจะต้องรับผิดชอบด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรณีการรับรองสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำข้อ 1.คือเจ้าตัวต้องรับรองตัวเอง  และ 2.เราต้องส่งข้อมูลไปให้ตรวจสอบตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็ได้คำตอบ บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบ

“ผมก็ได้ทำหนังสืออย่างชัดเจนว่ากระบวนการของเราคืออะไร อย่างล่าสุด กรณีผู้สมัครที่อุดรธานี ก็มีคำพิพากษาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 แต่เจ้าตัวลงสมัครมาทั้งปี 2562 และปี 2566 เราก็ไม่เจอข้อมูลนี้ หรือบางครั้งกกต. ก็ไม่เจอข้อมูลนี้ เพิ่งมาเจอรอบนี้โดย กกต.เอง ซึ่งเจ้าตัวก็คงต้องมาอธิบายว่าทำไมถึงรับรองตัวเองไป“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนการปราศรัยเย็นวันนี้ ที่หน้าตึกพาร์คสีลม จะมีการปล่อยไม้เด็ดเรียกคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องการจะชี้ให้เห็นทางเลือกของประชาชนวันนี้เป็นอย่างไร เมื่อเหลือเวลาอีกหนึ่งถึงสองวันที่จะตัดสินใจก็จะหยิบยกเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดเพื่อมาพูดคุยกัน

นอกจากจุดยืนการร่วมรัฐบาล หรือหมุดหมายที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้นั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ครับ ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง และใครมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อนก็เป็นสิทธิ์ของเขา สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราแสดงเจตจำนงไปแล้วว่าเรามีจุดยืนนโยบายแนวคิดอย่างไร หากคิดว่าเป็นประโยชน์ก็ทำงานร่วมกัน ถ้าไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ต่อข้อถามที่ว่า ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือหัวหน้าพรรคอื่นๆ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุย เพราะต่างคนต่างยุ่งกับการหาเสียงอยู่ แต่ก็แปลกใจนิดหน่อยเพราะเมื่อวานนี้ เห็นมีข่าวว่านายอนุทิน ต่อว่าตนเองว่าไปด้อยค่าพรรคอื่น ตนขอยืนยันว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว นายอนุทิน น่าจะไปถาม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ มากกว่า เพราะไปหาเสียงโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้มาก