จับกระแสเลือก สส. 8 ก.พ.นี้ ทายใจคนใช้สิทธิ์กาบัตรยากสุด ครอบครัวเดียวกันยังเลือกต่างพรรค

121

ผลโพลตั้งแต่วันรับสมัครเลือกตั้ง สส. จนเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนจะหย่อนบัตรเพื่อชี้ชะตา พรรคประชาชน นำลิ่วแบบม้วนเดียวจบ แต่ผลจะออกมาตรงตามโพลหรือไม่ ต้องรอลุ้นกันช่วงเย็นถึงค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์

แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ต่างเชื่อมั่นว่ามีโอกาสชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 พอๆ กัน เพราะต่างทำโพลของพรรคไว้ดูว่าพื้นที่ไหนเสียงไม่ค่อยดี ผู้สมัครละเลยพื้นที่ จะได้กวดขันกำชับให้ผู้สมัครขยันลงพื้นที่หาเสียงขอคะแนนเสียง

ยิ่งอยู่ในโค้งสุดท้าย แต่ละพรรคต่างงัดไม้เด็ดออกมาเพื่อเรียกคะแนนเสียง มีทั้งการสร้างวาทกรรมให้เกิดความแตกแยกให้ประชาชนเลือกข้าง เน้นชูนโยบายแก้เศรษฐกิจปากท้อง ประนีประนอมทุกฝ่าย และเน้นนโยบายเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลงอนาคต

แม้บรรยากาศหาเสียงจะคึกคักเข้มข้นแค่ไหน แต่เชื่อว่าประชาชนที่ตั้งใจกาบัตรย่อมมีพรรคและคนที่จะเลือกอยู่ในใจแล้วแน่นอน มีทั้งประกาศชัดเจนว่าเลือกพรรคสีไหน และมีทั้งเก็บงำไว้เพราะเกรงว่าหากเปิดเผยจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในกลุ่มเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และครอบครัว

ซึ่งปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปี โดยกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่กลัวการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง ได้สร้างภาพ ประดิษฐ์วาทกรรมให้เกิดความกลัว จนกลายเป็นชนวนให้ประชาชนแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมระบอบทักษิณ ครอบงำพรรคพลังประชาชน กลายร่างมาเป็นพรรคเพื่อไทย หรือวาทกรรมล้มเจ้า ที่ป้ายให้พรรคอนาคตใหม่ จนกลายร่างเป็นพรรคก้าวไกล แล้วมาจบที่พรรคประชาชน กลายเป็นความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และหยั่งรากลึกถึงสถาบันครอบครัว

ในระยะแรก ความเห็นต่างยังพอถกเถียงกันได้ แต่เวลาทอดยาวออกไป ปรากฏว่าหัวข้อเกี่ยวกับการชิงอำนาจทางการเมืองหรือปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่หยิบขึ้นมาสนทนาทั้งในวงเพื่อนฝูงหรือในครอบครัว ก่อให้เกิดความขัดแย้งในเชิงความคิดความเห็น โดยเฉพาะฝั่งที่เชียร์กลุ่มอนุรักษ์นิยม เมื่อหาเหตุผลมาหักล้างฝ่ายเห็นต่างว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจประเทศเอาเปรียบส่วนรวม ปากบอกว่าจะมาปราบโกง แต่ถูกสวนกลับไปว่าให้ผู้นำปราบโกงและพวกกลุ่มอำนาจแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนดีไหม ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งที่เชียร์กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจ เสมือนแทงใจดำ

เมื่อเกิดปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวขึ้น กลุ่มที่เห็นต่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ อาวุโสน้อยกว่า ครั้นเกิดความเห็นต่างแล้วพาลโกรธ จึงเลือกที่จะเงียบ เพราะเถียงไปก็ไร้ประโยชน์ แถมนำพาความร้าวฉานมาสู่กลุ่มเพื่อนฝูงและครอบครัวอีกต่างหาก

ถ้าโฟกัสไปถึงแนวความคิดในสถาบันครอบครัว จะพบว่าส่วนใหญ่พ่อ แม่ ลูก จะมีความเห็นที่แตกต่างกัน หลายครอบครัวหวั่นเกิดความแตกแยก เลี่ยงที่จะหยิบประเด็นการเมืองและการปกครองขึ้นมาพูดคุยกัน เพราะหลายประเด็นที่พ่อแม่ไม่สามารถตอบได้แบบตรงประเด็นหรือเคลียร์แบบชัดๆ ได้ ทำให้พ่อแม่เดาใจไม่ถูกว่าลูกมีความคิดเห็นแบบไหน

จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจ ที่ผลักให้คนรุ่นใหม่และคนที่เห็นต่างเป็นกลุ่มใหญ่ไปยืนอยู่คนละฝั่ง แม้กลุ่มคนเหล่านี้จะไร้ซึ่งอำนาจที่จะไปเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ด้วยความถนัดในการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลในทุกแพลตฟอร์ม สามารถสื่อสารแนวความคิดได้อย่างกว้างขวาง อาจทำให้ประชาชนที่ยังลังเลว่าจะเลือกยืนฝ่ายไหน หันมายืนอยู่ฝั่งคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น หากจับกระแสความเคลื่อนไหวในสนามเลือกตั้ง ผนวกกับบริบทที่ยกมา พออนุมานได้ว่าการแข่งขันชิงอำนาจมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มประกาศจุดยืนต้องเปลี่ยนแปลง และกลุ่มที่ยืนกลางๆ มุ่งเน้นแก้ปากท้องและพร้อมที่จะเป็นตัวแปร

เมื่อนำประเด็นที่ชูหาเสียงมาจำแนก จะเห็นว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย กล้าธรรม พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคเหล่านี้ล้วนเป็นนั่งร้านให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบทอดอำนาจมาเกือบสิบปี กลุ่มประกาศจุดยืนต้องเปลี่ยนแปลง คือ พรรคประชาชน ที่โดดเด่นที่สุด และกลุ่มที่สาม คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ

ทั้งสามกลุ่มล้วนมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมจะเสียเปรียบเพราะอยู่ในภาวะเบี้ยหัวแตก ทำให้บรรดาพวกอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ต่างนำเสนอว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ จนเกิดวาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือ “ต้องเลือกพรรคที่รักชาติ” จนแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เกิดอาการงอน ถึงขั้นประกาศว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคสีเทา

อีกสองกลุ่ม นอกจากมีแฟนคลับเหนียวแน่นและเป็นเอกภาพแล้ว ยังเดินหน้าหาเสียงกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะพลิกสถานการณ์ให้ชนะเป็นพรรคอันดับ 1 ได้

หากมองภาพรวมแล้ว การทายผลเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะชนะอันดับ 1 คงคาดเดาได้ยาก แม้โพลทุกสำนักจะให้พรรคประชาชนนำ แต่โอกาสที่จะพลิกเป็นพรรคอันดับ 3 ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะกลเกมในสนามเลือกตั้ง นอกจากกระสุนห่าใหญ่แล้ว สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดคือกลเม็ดจัดการเลือกตั้ง ที่เคยทำให้พรรคเต็งอันดับ 1 ตกชั้นมาเป็นอันดับ 2 หรือ 3 มาแล้วหลายครั้ง

ดังนั้น พรรคที่ประเมินว่าจะชนะอันดับ 1 อย่างตั้งอยู่บนความประมาท เพราะโครงสร้างอำนาจการเมืองไทย มักสร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง!!!