“รองเต่า” เผยคดี “รองโจ๊ก” ทำร้ายลูกน้องคืบหน้า เหยื่อ 8–9 นาย ยืนยันเอาผิดถึงที่สุด นอกจากนี้ พบทนายความ พยายามดึงชุดทำคดีเป็นพวก พร้อมขู่ด้วยข้อกฎหมาย
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รองผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จว.ฉะเชิงเทรา สองลูกน้องคนสนิท อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง.ผบ.ตร.เข้ามาแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย ซึ่งเบื้องต้นได้ข้อมูลหลักฐานใบรับรองแพทย์ไว้เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ออกมาให้รายละเอียด ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 ม.ค.) มีอดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนประมาณ 8-9 คน ซึ่งในกลุ่มที่มานั้นเสียงแตกหรือไม่ เพราะบางรายก็ไม่ได้เห็นตอนทำร้าย บางส่วนไม่เห็น บางส่วนเป็นประจักษ์พยาน แต่ทุกคนให้การตามข้อเท็จจริง เพราะเราต้องสอบทั้งหมดว่าใครไม่รู้ไม่เห็นใคร หรือได้รับการบอกเล่า ใครเป็นประจักษ์พยาน และมีตำรวจอีก 1 นายที่ยังไม่มา และแก้วหูแตกเหมือนกันด้วย ก็จะให้พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาสอบ
เมื่อถามถึงกลุ่มที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ถูกทำร้ายและกลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจก่อนหน้า 17 รายว่าถูกทำร้ายร่างกาย ทั้ง 2 กลุ่มมัดรวมหรือว่าแยกกันหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจมีทั้งหมด 17 ราย ประมาณ 8-9 คนที่ถอนหรือยอม และมีอยู่ 7 คนที่ไม่ยอม เพราะฉะนั้นกลุ่มที่มาคือกลุ่มที่ไม่ยอม และมีกลุ่มที่ยอมด้วยบางคนรวมกันมาเข้ามาในคดีของพ.ต.ท.คริษฐ์ ดังนั้นจาก 17 คนที่ไปร้องจเรตำรวจ ได้เข้ามาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว ประมาณ 9 คน ร่วมกับพ.ต.ท.คริษฐ์ด้วย โดยในตอนนี้พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ ทางพนักงานสอบสวนได้กันไว้เป็นพยาน ส่วนอีก 9 คนที่เหลือขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่าจะทำหนังสือเรียกเข้ามาด้วยหรือไม่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวยืนยันด้วยว่า มีตำรวจ 1 นายถูกตีทำร้ายแล้วหนีกลับ และเมื่อหนีกลับไปแล้วก็มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวันว่าขาดราชการแล้วนำมาขังคุกอีก 5 วันจนทำให้ถูกลงประวัติอาชญากรรมด้วย เพราะการที่ถูกทำร้ายร่างกายจนเขาต้องหนี และทำให้เขาต้องรับโทษแบบนี้น่าจะเป็นคดีอาญาที่ต้องดำเนินการด้วยหรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนี้มีการสอบแพทย์ผู้รักษาพ.ต.ท.คริษฐ์ไปแล้วหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเร่งอยู่ ท่านเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ตนยังบอกไม่ได้ได้ แค่สอบถามเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ตัว ผบช.ก. รับรู้รับทราบเรื่องเหล่านี้ตลอด รวมทั้งเรื่องทองคำด้วย
เมื่อถามต่อว่าใบรับรองแพทย์ที่นำมาประกอบสำนวนแพทย์ได้ระบุเลยหรือไม่ว่า เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า แพทย์ได้ระบุว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร โดยบอกว่าโดนกระทบอย่างรุนแรง และบาดเจ็บสาหัสทั้งนี้ยังบอกไม่ได้ว่า หากมีการสอบปากคำแพทย์เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาหรือส่งฟ้องเลยหรือไม่
ส่วนกรณีที่พบว่าทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มักโพสต์ภาพลงโซเชียล ว่าเดินทางมาที่ชั้น 16 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งชั้นดังกล่าวคือบก.ปปป. ที่กำลังทำคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า ทนายไม่เคยมาพบตน แต่มักจะมายื่นหนังสือชักชวน โดยอ้างอิงข้อกฎหมายให้กับชุดทำคดี เข้าร่วมการดำเนินการกับฝั่งทนายความ ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ทำคล้ายสมัย พล.ต.อ.ธนา ชูวงษ์ ทำคดีเว็บพนันมินนี่
ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเข้าลักษณะการข่มขู่เจ้าพนักงานหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า กำลังให้ตำรวจย้อนกลับไปดูคดีข่มขู่คุกคามอัยการ แต่ฝั่งชุดตำรวจที่ทำคดีตอนนี้ไม่ได้หวั่นไหวกับเรื่องนี้ และมองว่ายังไม่ได้มีการข่มขู่คุกคาม แต่เป็นการขู่ด้วยข้อกฎหมาย เพื่อให้พนักงานสอบสวนเกิดความเกรงกลัว และถอนตัวออกจากคดี

