หน้าแรกกองทัพ-ความมั่นคงโฆษก ทบ. ตอบชัด ผบ.นรด. สั่งงดฝึก รด. 8 ก.พ.นี้ ทุกกรณี ไม่ให้กระทบคนจำนวนมาก พร้อมปรับเปลี่ยนใช้วิธีบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แทน

โฆษก ทบ. ตอบชัด ผบ.นรด. สั่งงดฝึก รด. 8 ก.พ.นี้ ทุกกรณี ไม่ให้กระทบคนจำนวนมาก พร้อมปรับเปลี่ยนใช้วิธีบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แทน

วันที่ 29ม.ค.69 เวลา 14.40น.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีการเข้าค่ายฝึกอบรม รด. หรือ นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ในวันที่ 8ก.พ.69 นี้ ที่ตรงกับวันเลือกตั้ง

พลตรี วินธัย เผยว่า วันที่ 8 ก.พ.69 ยืนยันว่า พลโท วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) คุยล่าสุดเมื่อเช้านี้ว่า จะไม่มีการฝึกในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ส่วนแนวทางการแก้ปัญหา คือ การเลื่อนฝึกนั้นคงไม่เหมาะ เพราะยอดนักศึกษาวิชาทหารนั้นมีจำนวนมาก “หลายหมื่นคน” จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการปรับหลักสูตร ใครฝึก 5 ก็ให้เหลือ 4 ใครฝึก 4 วัน หากทับวันดังกล่าวก็ให้เหลือ 3 วัน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ยังบอกอีกด้วยว่า เดี๋ยวหากิจกรรมที่จะทำเสริมแทน เช่น บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพราะในยุคหลังมานี้นักศึกษาวิชาทหารตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก มีงานบำเพ็ญประโยชน์ให้นักศึกษาทำมาเรื่อยๆอยู่แล้ว เชื่อว่าสามารถปรับได้

ทั้งนี้ การกำหนดวันเลือกตั้งมาหลังจากการจัดตารางการฝึก เพราะตารางการฝึกจัดทำตั้งแต่เดือนตุลาคม และส่วนใหญ่สถานศึกษาจะสะดวกในช่วงเวลานี้เท่านั้น

หลังจากนั้น สถานศึกษาจะปิดเทอม และมีช่วงของการสอบปลายภาคเรียนด้วยดังนั้น การบริหารจัดการหลักสูตรของนักศึกษาวิชาทหาร ทาง นรด. ได้ทำควบคู่กับสถานศึกษา ฉะนั้นจะใช้วิธีการเลือกตั้งล่วงหน้า แต่สุดท้ายสรุปแล้วว่าจะใช้วิธีการงดการฝึก และจะไม่มีการฝึกเลย พร้อมกับต้องหากิจกรรมอื่นมาทดแทน เนื่องจากไม่สามารถเลื่อนไปฝึกวันอื่นได้ เพราะจะกระทบกับบุคคลอื่นเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พลตรี วินธัย สุวารี ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่ายังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มีอะไรจำเป็นต้องกังวล

ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องการปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่ โดยเฉพาะ ในช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพปกมีความพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา และทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียวหรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีการขุดคูสนามเพลาะ หรือ คูเลต และการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปราฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบ พร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศจะไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่าง ๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่าง ๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่าง ๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบก ไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชา ว่าจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศกัมพูชา อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่าง ๆ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

พลตรี วินธัย ยังได้กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้า พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง ว่า ทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้าสองถึง 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมากใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปี

ซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น ซึ่งพอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง แต่ในส่วนของเดือนตุลาคมทางกองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่จะนำส่งไปยังหน่วยต่าง ๆ

โดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นทางกองทัพบกได้แก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยงเพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้งบฯ ไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียวโดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อนส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญ เพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง

พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า ประเด็นอื่น ๆ ที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอนเพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างไรบ้าง พลตรี วินธัย กล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ถ้าทางกองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษในอดีตยอมรับว่าน่าจะมีแต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควรแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์ อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติ กระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คนในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img