“อรรถวิชช์” ย้ำ! DNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานด้านสิทธิมนุษยชน ตั้ง คกก. กลั่นกรอง 112 ชงรื้อกม.ชุมนุม ตั้ง “ศาลที่ดิน” คืนสิทธิชาวบ้าน พลิกโฉม “แลนด์บริดจ์” สู่ความมั่นคงทางพลังงาน

111

กรุงเทพฯ, วันที่ 28 มกราคม – ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “เลือกตั้ง 69 วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” โดยกล่าวถึงประเด็นกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ตนเป็นผู้เสนอให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่เคยถูกนำไปสอนในคณะนิติศาสตร์ ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกิดการฟ้องร้องจำนวนมากโดยไม่มีระบบคัดกรอง ซึ่งภายหลังพบว่าหลายคดีไม่ถูกสั่งฟ้องในชั้นอัยการ สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกตรวจสอบก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. ในการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม ซึ่งช่วยเหลือประชาชนแล้วกว่า 60,000 ราย ทั้งในด้านค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงการลงพื้นที่จัดทำ “สาแหรกชาวบ้าน” ในจังหวัดระนองและพื้นที่ชายแดนอื่นๆ เพื่อช่วยให้คนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติและบัตรประชาชน มีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน

ดร.อรรถวิชช์ ได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์และคนไทยไร้สัญชาติ โดยกล่าวถึงประสบการณ์ในสมัยดำรงตำแหน่ง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ที่ผลักดันกฎหมายคนไทยพลัดถิ่นอย่างจริงจัง จนสามารถขึ้นทะเบียนและให้สัญชาติแก่ประชาชนจำนวนมาก

สำหรับนโยบายในอนาคต ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้จัดตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน โดยใช้ระบบไต่สวนให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีศาลสมทบจากภาคประชาชนเข้าร่วมพิจารณา หากพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน รัฐต้องคืนที่ดินให้ประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็ว

ส่วนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายเปิดช่องให้การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กลายเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการแก้ปัญหา “กฎหมายปิดปาก” และการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างจริงจัง

ด้านสิ่งแวดล้อม ดร.อรรถวิชช์ ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม โดยใช้หลัก “รัฐจ่ายไปก่อน” เพื่อเร่งนำสารพิษออกจากพื้นที่ชุมชนทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีที่ยาวนาน จากนั้นรัฐจึงไปเรียกเก็บค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษในภายหลัง พร้อมทั้งปรับปรุงผังเมืองไม่ให้เกิดการทับซ้อน และใช้ดุลพินิจอย่างเด็ดขาดในการระงับโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้โครงการนั้นจะผ่านการประเมิน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ EHIA (Environmental and Health Impact Assessment) แล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทเอกชนเป็นผู้ว่าจ้างจัดทำรายงาน ซึ่งอาจไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นต่อโครงการ Land Bridge ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การขุดคลอง แต่คือการวางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซเชื่อมฝั่งตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าและทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงาน มีระบบคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน

ดร.อรรถวิชช์ เน้นย้ำจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยึดแนวทาง “นักปฏิบัติ” กล้าชนกับทุนผูกขาดและทุนพลังงาน พร้อมยกผลงานการลดค่าไฟฟ้าลงกว่า 16% ท่ามกลางโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่เอกชนถือครองกว่า 70% เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเด็ดขาดในการทำงาน “พรรครวมไทยสร้างชาติ เราเป็นนักปฏิบัติ บางอย่างเราพูดแล้วมันดู ‘รุนแรง’ เพราะเราเด็ดขาดและทำในสิ่งที่เชื่อ และอยากเป็นกำแพงสุดท้ายอยู่ในใจคนไทยทุกคน”