คณะ​ สว.สำรอง บุกดีเอสไอ ยื่นหนังสือเร่งรัดคดีอั้งยี่–ฟอกเงิน จี้ 138 สว.รับผิดชอบ

85

คณะ สว.สำรอง ยื่นหนังสือเร่งรัดคดีอั้งยี่–ฟอกเงิน ปมได้มาซึ่ง สว. มิชอบ ถึง อธ.ดีเอสไอ ชี้ กกต. ล่าช้าเกินกรอบเวลา พร้อมเรียกร้อง 138 สว.แสดงความรับผิดชอบ

วันนี้ (28 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ (ดีเอสไอ) กลุ่มคณะสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะแกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ได้เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ คณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ อันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อประเทศชาติ กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ขอแถลงต่อสาธารณชน และองค์กรตามรัฐธรรมนูญว่า ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณี 92 สว.ได้ฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2 มีพฤติกรรมแทรกแซงการดำเนินคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ความผิดอั่งยี่และฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับความผิดคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 โดยชี้ชัดแจ้งว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2 มิได้กระทำผิดจริยธรรม และมิได้แทรกแซงการดำเนินคดีกรณีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา อีกทั้งศาลยังยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการคดีพิเศษ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ โดยคำวินิจฉัยดังกล่าว มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาทเฉพาะกรณี หากแต่เป็น หมุดหมายสำคัญทางรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ให้เห็นอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ปัญหาที่แท้จริง มิได้อยู่ที่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร หากแต่อยู่ที่ กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเอง ที่ยังมีข้อกล่าวหาถึงความไม่สุจริตและเที่ยงธรรมและยังมีประเด็นที่จะต้องตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างอย่างชัดเจน

กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง เป็นผู้ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ได้รับการประกาศรายชื่อในราชกิจานุเบกษา จัดลำดับเป็นผู้มีคะแนนอันดับสำรองลำดับที่ 1-5 ในแต่ละกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม แม้เราจะยังมิได้เข้าดำรงตำแหน่ง แต่เราคือส่วนหนึ่งของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่ทั้งในเชิงศีลธรรมและเชิงประชาธิปไตย ในการปกป้องความสุจริต เที่ยงธรรม และความชอบธรรมของระบบรัฐสภาไทย จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเหตุผลที่ศาลนำมาใช้ประกอบคำวินิจฉัย เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 138 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากกระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่งในลักษณะที่ขัดต่อหลักความสุจริต เที่ยงธรรม และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในจำนวนนี้ ปรากฏจากข้อมูลข่าวสารว่า มีทั้งนักการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งระดับ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หลายราย ได้ถูกอนุ กกต.ที่ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวน แจ้งข้อกล่าวหาด้วย และ มีบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคการเมืองสำคัญ รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นเครือข่ายหรือขบวนการเดียวกันที่อนุ กกต แจ้งข้อหาประมาณ ๒๒๙ คน ว่ามีส่วนร่วมในการกระทำให้เกิดการทุจริตทำให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยปราศจากความชอบธรรมทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม มิได้เป็นเพียงปัญหาของบุคคลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่บ่อนทำลายศักดิ์ศรีของรัฐสภา หลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยโดยรวม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกล่าวอ้าง ของผู้ร้อง เรื่องการถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือการแทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหยุดยั้ง หรือเบี่ยงเบน กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรองจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่น ดังต่อไปนี้ 1.ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เร่งดำเนินการและใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ล่าช้า ในการวินิจฉัยและชี้ขาดคดีที่เกี่ยวข้องกับการ ร้องคัดค้านการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริตและเที่ยงธรรม 2.ขอเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งรัดการดำเนินคดีอาญาในคดีพิเศษทื่ 24/2568 โดยเฉพาะความผิดฐาน อั่งยี่และฟอกเงินและความผิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และจะต้องดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการทุกกลุ่ม ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ยืนยันแล้วว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย 3.ขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวทั้ง 138 คน แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและทางจริยธรรมต่อสังคมด้วยการลาออก เพราะข้อเท็จจริงต่างๆนั้นถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมาก และทุกท่านก็รู้อยู่แก่ใจในการกระทำที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นบาดแผลของสังคมไปมากกว่านี้

โดยทางคณะสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ขอยืนยันว่า การเรียกร้องครั้งนี้ มิใช่การเมืองของการเอาคืน และมิใช่การแสวงหาตำแหน่ง หากแต่เป็นการยืนหยัดเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ ความสุจริตของระบบรัฐสภา และอนาคตของประชาธิปไตยไทย และรักษาไว้ซึ่งระเบียบแบบแผนของสังคมไทยต่อไป หากประเทศปล่อยให้กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจทางนิติบัญญัติที่บิดเบี้ยวดำรงอยู่ต่อไป ความเสียหายจะมิได้เกิดขึ้นกับคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเท่านั้น หากแต่จะกลายเป็น บาดแผลเชิงโครงสร้าง ที่ฉุดรั้งประเทศทั้งประเทศต่อไปในระยะยาว

โดยพล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า คณะ สว.สำรองเดินทางมาเพื่อ ยืนยันและเน้นย้ำให้ดีเอสไอดำเนินคดีอั้งยี่และฟอกเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 หลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชัดเจนแล้วว่า การดำเนินการของฝ่ายบริหารในคดีนี้ไม่ถือเป็นการแทรกแซง ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนมากว่า 1 ปีเศษ และเกี่ยวพันทั้งอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และดีเอสไอ ซึ่งในทางปฏิบัติกลับพบว่าทั้งสองหน่วยงานมีลักษณะ ต่างฝ่ายต่างรอ.จนทำให้คดีล่าช้า จึงขอให้เร่งประสานข้อมูลและดำเนินการอย่างกระตือรือร้นมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พนักงานอัยการมีคำสั่งคืนสำนวนคดีฟอกเงินที่ดีเอสไอส่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 ราย โดยให้นำไปสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งการแจ้งข้อหาอั้งยี่ซึ่งเป็นข้อหาหลัก การเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน และการขยายผลไปยังผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อาจมีจำนวนมากกว่านี้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียง 8 รายเท่านั้น

พร้อมระบุว่า คณะ สว.สำรองเห็นว่าแนวทางของพนักงานอัยการเป็นไปอย่างรอบคอบและตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมเรียกร้องให้ดีเอสไอดำเนินการตามข้อเสนอแนะของอัยการอย่างครบถ้วน เพื่อให้คดีมีความสมบูรณ์และไม่ถูกมองว่ามีความพยายามทำให้คดีเบาบางลง

ทั้งนี้ ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะ สว.สำรองได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ ได้แก่
1.เรียกร้องให้ กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ล่าช้า ในการวินิจฉัยคดีร้องคัดค้านการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สุจริต
2.เรียกร้องให้ดีเอสไอเร่งรัดดำเนินคดีอาญาในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยเฉพาะความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม 3.เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมด 138 คน แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและจริยธรรมด้วยการลาออก และ 4.จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีเหตุอันควรสงสัยว่าการกระทำของสมาชิกวุฒิสภา 92 คนที่เป็นผู้ร้อง อาจอยู่บนพื้นฐานของความไม่ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นการใช้กลไกรัฐธรรมนูญเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อันอาจเข้าข่ายการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

ในส่วนของความล่าช้าของ กกต.
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ความรับผิดชอบหลักอยู่ที่ กกต. โดยเฉพาะขั้นตอนการอนุวินิจฉัย ซึ่งตามระเบียบปกติใช้เวลาประมาณ 90 วัน แต่กรณีสำนวนชุดที่ 26 ซึ่งส่งให้ กกต. ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 ครบกำหนดตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า และไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจนในการขยายเวลา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ไม่เคยชี้แจงต่อสาธารณะถึงเหตุผลของความล่าช้า ทั้งที่สามารถอธิบายกรอบระยะเวลาและขั้นตอนให้สังคมรับทราบได้ หากมีความโปร่งใสเพียงพอ

นอกจากนี้ คณะ สว.สำรองยังได้ยื่นฟ้อง กกต. ชุดเก่า 8 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีความล่าช้าในการดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ศาลมีคำสั่งให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับไต่สวนหรือไม่

“สำหรับการเคลื่อนไหวของคณะ สว.สำรอง ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นความพยายามแก้ไขปัญหาความบิดเบี้ยวของกระบวนการทางการเมือง ซึ่งหากปล่อยให้ฝังรากลึก จะส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว พร้อมย้ำว่าคดีนี้ไม่ควรถูกทำให้จบลงอย่างเงียบๆ แต่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างถึงที่สุดเพื่อความเชื่อมั่นของสังคม” พล.ต.ท.คำรบ กล่าว