“ทนายอั๋น”บุก กกต. ถามตรงๆ ลบคลิปรณรงค์เลือกตั้ง ผิดกฎหมายตรงไหน?

108

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พาน้องๆ จากเพจดัง “แม่แนน น้องสมาร์ท” ไปยื่นหนังสือถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กรณีที่ กกต. เคยให้ข่าวกับสื่อว่ามีกลุ่มคนใช้สื่อออนไลน์นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่อาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ในวันนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักในนามทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยนางสาวปวีณา เพ็ชรโยธิน หรือ “มน” และนายศุภฤกษ์ เพ็ชรโยธิน หรือ “ดรีม” ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเหตุผลที่กกต.มีคำสั่งให้ลบคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรณรงค์และเชิญชวนประชาชนให้ไปเลือกตั้งและลงประชามติ

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ได้กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ตนได้รับข้อมูลว่ากกต.ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายทั้งในด้านอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง รวมถึงพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ต่อบุคคลสามกลุ่มที่โพสต์และนำเสนอคลิปวิดีโอ เช่น กรณีของน้องมนและน้องดรีมที่ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอในเพจ โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งตนต้องการชี้แจงว่าการทำคลิปดังกล่าวเป็นการรณรงค์เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ เนื่องจากในฐานะประชาชน ตนไม่เห็นว่ากกต.มีการจัดทำคลิปหรือโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิแต่อย่างใด ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความยุ่งยากในการใช้สิทธิ์กาบัตรหลายใบ ซึ่งเป็นคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน

สำหรับการสั่งลบคลิปดังกล่าว ตนมีข้อสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการสั่งลบคลิปเท่านั้น แต่ยังมีการดำเนินการส่งรายละเอียดให้กับตำรวจไซเบอร์เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ดังนั้นจึงขอถามไปยัง กกต. ว่ามีความเห็นอย่างไร และที่สำคัญคือ น้องทั้งสองไม่ทราบว่าการทำคลิปใดบ้างที่มีความสุ่มเสี่ยง หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป สังคมก็จะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของกกต. ตนได้ดูคลิปแล้วและมั่นใจว่าไม่มีเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยง ในทางกลับกันพบว่าเนื้อหาในคลิปมีความสร้างสรรค์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ กกต. ควรพิจารณาให้น้องทั้งสองได้รับรางวัลด้วยซ้ำ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความคาดหวัง

สังคมจะตั้งคำถามกับนายแสวงว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างไร หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปี 2566 ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะได้นำข้อมูลที่สังคมมองว่าเป็นเท็จมาร้องเรียนต่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยมีเพียงหลักฐานการประชุมของสถานีโทรทัศน์ ITV ว่านายพิธามีส่วนเกี่ยวข้องกับการถือหุ้นสื่อ จนนำไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านไม่พ้นสมาชิกภาพ ส.ส. หลังจากนั้นตนได้ร้องเรียนกับกกต.ให้ดำเนินการเอาผิดกับนายเรืองไกร แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 3 ปีแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีลักษณะสุ่มเสี่ยง แต่ในกรณีของน้องทั้งสอง กกต. ควรชี้แจงว่าเนื้อหาใดผิดกฎหมาย ซึ่งทั้งคู่พร้อมที่จะต่อสู้ในเรื่องนี้จนถึงที่สุด

สุดท้ายนี้ ตนขอฝากไปยัง กกต. ว่าสังคมตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจหน้าที่ที่กกต.มีในการดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อเสียงและการโกงเลือกตั้ง แต่กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่ากกต.ได้นำโมเดลจากเกาหลีเหนือมาใช้หรือไม่

ประเด็นที่สองที่ต้องการสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ การจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในปัจจุบันประสบปัญหาหลายประการ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่สถานทูต แต่ระบบของ กกต. กลับแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ ดังนั้นจึงมีความประสงค์ที่จะสอบถามนายแสวงเกี่ยวกับข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดในระบบการจัดการเลือกตั้งในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้มีคนไทยที่ทำงานในประเทศเกาหลีใต้ได้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่สถานทูต ซึ่งหลังจากการใช้สิทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการขนส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยและนำมารวมกันโดยไม่ได้มีการนับคะแนน เช่นเดียวกับในปี 2566 หรือไม่ หากยังคงใช้วิธีการเดียวกันนี้ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยเจตนา

ในวันนี้มีความประสงค์ที่จะพบกับนายแสวง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อผิดพลาดของน้องทั้งสองคนในเนื้อหาของการลงคลิป เพื่อที่จะได้มีการแก้ไข

ด้านนางสาวปวีณาและนายศุภฤกษ์ เจ้าของเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” กล่าวว่า ตนทั้งสองได้ทำคลิปรณรงค์เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ โดยได้ลงคลิปประมาณ 10 คลิป จึงอยากให้ กกต. ช่วยชี้แจงว่ามีคลิปใดบ้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับน้องดรีมซึ่งมีอายุ 18 ปี และเพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้ทำคลิปรณรงค์แล้วพบว่าผิดกฎหมายจึงรู้สึกตกใจมาก

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในครั้งนี้แม้ตนทั้งคู่จะเป็นวัยรุ่นยังรู้สึกสับสน แล้วผู้สูงอายุจะไม่สับสนได้อย่างไร ดังนั้นจึงเป็นไปได้หรือไม่ที่ กกต. จะต้องขอบคุณตนทั้งสองที่ช่วยทำคลิปประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กกต. กลับสั่งให้ลบคลิปโดยไม่แจ้งเหตุผลว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายอาญาอย่างไร

นอกจากนี้ การทำคลิปดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งทั้งหมดที่มี 3 ใบ 3 สี เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงว่า บัตรสีไหนใช้สำหรับการเลือกตั้งใด และในเรื่องของการต่อแถวในการลงประชามติหลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ทราบเรื่องนี้ หากผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเดินทางกลับบ้านโดยไม่ทราบว่าหลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. จะต้องมาต่อแถวใหม่ในการลงประชามติ ก็จะทำให้เสียสิทธิ์ ดังนั้นจึงยืนยันว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถูกถามจากผู้สื่อข่าวว่าหลังจากนี้จะมีการทำเนื้อหาในลักษณะนี้ต่อไปหรือไม่ ทั้งสองคนยืนยันว่าจะทำเนื้อหาในลักษณะนี้ต่อไปอย่างแน่นอน แต่จะต้องตรวจสอบว่าคลิปที่ กกต. ระบุว่ามีปัญหานั้นมีเรื่องใดบ้างเพื่อดำเนินการแก้ไข นอกจากนี้ยังขอสอบถามไปยังเลขาธิการ กกต. ว่าตนทั้งสองผิดอะไรและผิดข้อไหนที่จะต้องถูกลงโทษและดำเนินคดี และยังขอถามกลับไปยังนายแสวงว่าในเอกสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการลงประชามติที่ไม่มีเครื่องหมาย X นั้นพร้อมที่จะรับผิดชอบกับการลาออกหรือไม่

สุดท้ายนี้ยังยืนยันว่าการทำคลิปดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคนดีและคนไม่ดี เพื่อให้ประชาชนที่ดูคลิปสามารถพิจารณาและแสดงความคิดเห็นได้เอง