กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เครือข่ายหน่วยงานด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการวิจัย ได้จัดการประชุมระดับชาติเรื่อง “มลพิษทางอากาศ PM2.5” ครั้งที่ 2 (2nd Thailand National PM2.5 Forum) ณ ห้อง Grand Diamond Ballroom ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมออกแบบกลไกการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของประเทศจากการระดมข้อมูลความรู้ ข้อคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมมลพิษ และภาคประชาสังคมที่ทำงานผลักดันเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ เป้าหมายอากาศสะอาด มองผ่านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม
ในห้องย่อยที่ 1 ‘Urban Clean Air Ecosystem Action for Sustainability: การขับเคลื่อนระบบนิเวศอากาศสะอาดเขตเมืองสู่ความยั่งยืน’ มูลนิธิบูรณะนิเวศเป็นหนึ่งในผู้นำเสนอผลการศึกษาและติดตามปัญหาของฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรมที่ดำเนินการในปี 2566 และ 2568 เพื่อศึกษาถึงองค์ประกอบในฝุ่น PM2.5 และฝุ่นรวมที่เป็นสารโลหะหนักและสารไดออกซินในพื้นที่อุตสาหกรรม ในหัวข้อ “มองทะลุฝุ่นในพื้นที่อุตสาหกรรม อันตรายที่ร้ายกาจกว่าที่คิด”

ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมลพิษอุตสาหกรรม มูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ถึงนโยบายการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาหลายสิบปีให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยละเลยการคำนึงถึงผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมองข้ามการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศอย่างจริงจังที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศรวม 63,350 แห่ง ทั้งที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษอากาศ โดยเฉพาะการเกิดฝุ่น PM2.5 ขั้นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาของสารเคมีหลากหลายชนิดที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ
ฐิติกร กล่าวนำเสนอมลพิษอากาศจากภาคอุตสาหกรรมมีสาเหตุหลัก ประกอบด้วย 1. การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมลพิษอากาศหลายอย่าง โดยเฉพาะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดสารไดออกซินที่มีอันตรายมาก 2. การใช้สารเคมีปริมาณมากและหลายชนิดในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสารตั้งต้น ส่วนผสม หรือตัวทำละลายในกระบวนการผลิต เช่น การใช้สารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือที่เรียกว่า VOCs ในอุตสาหกรรมหลายประเภท และทำให้เกิดการระบายสารกลุ่มนี้ รวมถึงสารเคมีอื่นๆ สู่บรรยากาศรอบๆ และ 3. การรั่วไหลหรือการรั่วซึมของสารมลพิษหรือก๊าซเสียที่ไม่ได้ตั้งใจโดยควบคุมไม่ได้หรือไม่ได้ควบคุม (fugitive emission) ภายในโรงงานอุตสาหกรรม
“เราได้ลงพื้นที่ไปสำรวจโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ทั้งโรงงานขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย หรือโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก พบปัญหา fugitive emission เกิดขึ้นจริงในทุกที่ ซึ่งนี่เป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อคนงานในพื้นที่ทำงาน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโรงงานด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่อยู่ใกลเคียง” ตัวแทน มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว
แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีมาตรการควบคุมการปล่อยทิ้งมลพิษอากาศที่ปลายปล่องหลายชนิด แต่ก็มีสารมลพิษทางอากาศอีกหลายที่ยังไม่มีมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งที่ปลายปล่องสู่บรรยากาศ เช่น การปล่อยสารกลุ่มไดออกซินจากโรงงานอุตสาหกรรม

ผู้จัดการแผนงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2566 และกุมภาพันธ์–มีนาคม 2568 มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการศึกษาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และฝุ่นรวมในพื้นที่อุตสาหกรรมสองแห่ง ได้แก่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี การศึกษามุ่งเน้นการตรวจสอบองค์ประกอบของสารโลหะหนักและสารไดออกซินในฝุ่นที่เกิดจากโรงงานรีไซเคิล โรงงานหล่อหลอมโลหะและอโลหะ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงเข้มข้น เพื่อสรุปและนำเสนอข้อมูลด้านความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชนจากฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมในอนาคต
“จากการศึกษา เราพบว่า ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมีค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูงสุดถึง 83.29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยค่าที่สูงที่สุดตรวจพบที่จุดเก็บตัวอย่าง ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลภายในโรงเรียน ที่เด็กนักเรียนเล่นกีฬา วิ่งเล่น และใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ฐิติกรชี้ว่า พื้นที่นี้จึงมีความเสี่ยงและเปราะบางต่อสุขภาพของเด็กนักเรียน
เขากล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่หนาแน่นด้วยโรงงานรีไซเคิล โรงงานหล่อหลอมโลหะและอโลหะ มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงอยู่เกือบตลอดเวลา จุดนี้พบว่า ค่าจากการตรวจวัดสารไดออกซิน/ฟิวแรนส์ มีระดับสูง ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐานสารไดออกซิน/ฟิวแรนส์ในบรรยากาศโดยรวมของต่างประเทศ เช่น แคนาดาและญี่ปุ่น แต่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานในเรื่องนี้
ปริมาณสารไดออกซิน/ฟิวแรนส์ที่พบสูงอยู่ใน ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จุดที่เก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์อยู่ใกล้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิลและโรงงานหล่อหลอม โดยค่าสูงสุดของไดออกซิน/ฟิวแรนส์ในปี 2566 อยู่ที่ 2.3 พิโคกรัม ทีอีคิว ต่อลูกบาศก์เมตร (pg-TEQ/m³) และในปี 2568 พบค่าสูงสุดที่ 1.5 พิโคกรัม ทีอีคิว ต่อลูกบาศก์เมตร (pg-TEQ/m³) ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐานของประเทศแคนาดา (0.1 pg-TEQ/m³) และประเทศญี่ปุ่น (0.6 pg-TEQ/m³) ไปหลายเท่า
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นในเบื้องต้นว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กจากพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร มีการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารไดออกซิน/ฟิวแรนส์ค่อนข้างสูง ซึ่งสัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดจากโรงงานรีไซเคิลและโรงงานหล่อหลอมโลหะ–อโลหะ อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างฝุ่น PM2.5 และฝุ่นรวมในปริมาณสูงเท่านั้น แต่ยังทำให้ฝุ่นดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารมลพิษในระดับสูง โดยสารทั้งสองกลุ่มถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน
ฐิติกรกล่าวทิ้งท้ายว่า ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจากภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นจากแหล่งกำเนิดประเภทนี้ ทั้งที่ฝุ่นดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพประชาชน จึงควรมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานรีไซเคิล โรงงานหล่อหลอมโลหะและอโลหะ โรงงานบำบัดและกำจัดของเสีย โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภท รวมถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงหรือเตาเผาขยะ โรงงานปูนซีเมนต์ ตลอดจนโรงโม่ บด และย่อยหิน เป็นต้น

