มองปมไฟใต้ยังคุโชน ผ่านผลงานข้าราชการทั้งระบบ ถ้าให้มอด​ รบ.ใหม่ต้องกล้ายกเครื่อง

77

ถ้าทำโพลถามชาวบ้านทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา ประกอบด้วย นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อย ว่าต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่มีมายาวนานกว่า 20 ปี สงบลงหรือไม่ ร้อยละร้อยอยากให้สงบอย่างแน่นอน

เพราะถ้าย้อนไปก่อนเกิดเหตุโจรใต้เย้ยทหารด้วยการบุกปล้นค่ายที่ อ.เจาะไอร้อง นราธิวาส ต้นปี 2547 เศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอ ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีมาก การค้าขายเฟื่องฟู บ้านเช่าหรืออาคารพาณิชย์ ราคาค่าเช่าเฉียดหลักหมื่นหรือสูงกว่า แต่ปัจจุบันลดลงอย่างน่าใจหาย จากราคาหลักหมื่นเหลือแค่ 5,000 บาท แถมหาผู้เช่าเพื่อทำการค้าไม่ได้อีกต่างหาก​ แต่ถ้าถามข้าราชการโดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) แบบเปิดเผยจะได้รับคำตอบว่าอยากให้สงบ แต่ถ้าถามกันแบบหลังไมค์จะตอบตรงกันข้ามแน่นอน

ตลอดเวลากว่า 20 ปี ชาวบ้านต่างเห็นตรงกันว่าถ้าข้าราชการทั้งระบบไม่เลี้ยงไข้เพื่อหวังผลประโยชน์จากค่าตอบแทนที่รัฐบาลจ่ายให้ กับผลประโยชน์ที่กลุ่มธุรกิจสีเทา สถานการณ์ความไม่สงบถูกจัดการให้สงบไปเรียบร้อยแล้ว​ ขอยกตัวอย่างหลังเกิดเหตุวางระเบิดและวางเพลิงเผาปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ 3 จังหวัด 11 แห่ง ตำรวจและทหารสืบสวนกระทั่งออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน ตรวจสอบประวัติคนแรก นายบุรฮาดีน สะมะแอ ชาวปัตตานี มีหมายจับก่อเหตุ 2 คดี ตั้งแต่ปี 2562 นายฮาฟิซ บือซา อายุ 28 ปี ไม่มีหมายจับ แต่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยลอบยิงทหารพรานตาย 6 ศพ ปี 2560 และนายซิ มะแซ อายุ 44 ปี มีหมายจับถึง 8 คดี ก่อเหตุต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2568

เมื่อดูประวัติแล้วอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทหาร ตำรวจ และหน่วยข่าวที่อยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ไม่ว่าหน่วยข่าวของกระทรวงมหาดไทย ตำรวจสันติบาล สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไม่มีปัญญาจับกุมผู้ต้องหาที่ 3 ที่มีถึง 8 หมายจับ หรือไม่ ?จะอ้างว่าหลบอยู่ประเทศเพื่อนบ้านคงฟังไม่ขึ้น เพราะคดีอาชญากรรมอื่น ๆ หนีไปประเทศเพื่อนบ้านจับกุมได้หมด อาทิ นายชวลิต ทองด้วง หรือแป้ง นาโหนด แหกคุกหลบหนีไปกบดานที่อินโดนีเซีย ยังจับกุมได้ในเวลาอันสั้น

​ หรือความจริงอีกชุดหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลารู้กันดีว่า รัฐบาลเล็งจะประกาศปลดล็อกไม่ต้องมีกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควบคุม การก่อเหตุร้ายจะเกิดขึ้นทันที ขอยกตัวอย่างช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะประกาศให้ อ.จะนะ พ้นพื้นที่สีแดง ยังไม่ทันประกาศอย่างเป็นทางการ มีเหตุระเบิดใกล้โรงงานไฟฟ้า และแคมป์คนงานก่อสร้างถูกยิงด้วยเอ็ม 79 แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

โดยคนในพื้นที่เล่าขานกันว่า พวกข้าราชการทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพวก อบต. ไม่อยากให้ปลดล็อก เพราะถ้าปลดล็อกสิทธิพิเศษต่าง ๆ อาทิ เบี้ยเสี่ยงภัย เบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกตัดออกไป รวมถึงอายุราชการที่นับทวีคูณหลังเกษียณอายุ ยังไม่นับรวมผลประโยชน์ที่กลุ่มธุรกิจสีเทา โดยเฉพาะพวกน้ำมันเถื่อนที่ลำเลียงผ่านในพื้นที่ ส่งให้เป็นรายเดือนหรือรายเที่ยวอีกต่างหากหรือความจริงอีกชุดหนึ่งในแวดวงทหารโจษขานกันมาก โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่ได้เมื่อมีชื่อไปช่วยราชการ โดยเฉพาะ กอ.รมน. ทหารที่มีเส้นดีใฝ่ฝันมาก เพราะไปปฏิบัติหน้าที่เพียง 1-2 ปี จะมีผลตอบแทนตามจำนวนมาก ระหว่างปฏิบัติหน้าที่จะประจำอยู่ในค่ายทหารเท่านั้น ไม่ต้องออกพื้นที่ แต่จะมีเบี้ยประชุม ค่าอาหาร 3 มื้อ และเบี้ยเสี่ยงภัยอื่น ๆ

หรือชุดความจริงในแวดวงมหาดไทย จะทราบกันดีว่า ศอ.บต. คือหน่วยงานที่สามารถใช้เป็นบันไดให้ไต่เต้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ หลายคนแค่มีชื่ออยู่ใน ศอ.บต. เพียงไม่นาน พอถึงฤดูกาลโยกย้าย ผงาดไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแต่งตัวรอนั่งเก้าอี้พ่อเมืองได้ทันที

ถ้ามองแบบเจาะลึกเข้าไปจะพบว่าภายใน ศอ.บต. มีงบประมาณแผ่นดินให้ถลุงกันเพลิดเพลิน ผู้บริหาร ศอ.บต. นอกจากจะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้ว กระเป๋ายังตุงอีกต่างหาก ถ้าผลประโยชน์ไม่เยอะจริง เลขาธิการ ศอ.บต. คงไม่ถูกเปลี่ยนทุกครั้งที่อำนาจรัฐเปลี่ยนมือ และถ้าตรวจสอบให้ละเอียดจะพบว่าข้าราชการที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีตั๋วเป็นใบเบิกทางทุกคน

ชุดความจริงที่ยกมานำเสนอเป็นเพียงบางส่วนของผลประโยชน์ที่บรรดาข้าราชการทั้งองคาพยพได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยังไม่นับรวมผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทาทุกประเภทที่ข้าราชการมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายเดินเก็บเป็นรายเดือน​ ขอยกตัวอย่างที่จับต้องได้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 เกิดเหตุโกดังเก็บพลุระเบิดที่ ต.มุโนะ อ.สุไหงโก-ลก นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บ 209 คน บ้านเรือนเสียหาย 427 หลัง ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2,000 คน หลังเสียงพลุสงบ ข้อมูลตำรวจ ทหาร อส. เดินเก็บส่วยปรากฏให้เห็น จน ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน นำไปตั้งเป็นกระทู้ถามสดในสภาฯ ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่พื้นที่กฎอัยการศึก ที่ตำรวจและทหารไม่รู้ว่ามีโกดังเก็บพลุขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ปี 2559 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เคยยึดดอกไม้เพลิง 60 ตันมาแล้ว แต่สุดท้ายมีอภินิหารอัยการสั่งไม่ฟ้อง​ ​แต่เหตุโกดังพลุระเบิดดูเหมือนว่าจะเอาผิดกับเจ้าของโกดัง แต่ไม่ปรากฏข่าวว่าได้สืบสวนสอบสวนเอาผิดกับข้าราชการที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด แต่ที่สำคัญรัฐบาลจ่ายค่าเยียวยาประชาชนนับร้อยบาท

จากบริบทที่ยกมาทั้งหมด ล้วนเป็นปัญหาของชาวบ้านปลายด้ามขวาที่ทนทุกข์มายาวนานกว่า 20 ปี แต่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้าที่ลุยแก้ปัญหาแบบยกเครื่องข้าราชการทั้งระบบ แม้แต่เผด็จการทหารทั้งสองชุดไร้น้ำยา ทำงานแบบมือถือสาก ปากคาบคัมภีร์

ถ้ารัฐบาลชุดใหม่ประกาศว่าจะแก้ปัญหาให้สำเร็จ มีหนทางเดียวต้องยกเครื่องข้าราชการทั้งระบบ พร้อมตั้งการ์ดให้สูงเพื่อรับมือกับฝูงเหลือบที่มีทั้งข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจสีเทา ให้ดี!!!