CIB ขุดรากแก๊งปลอมเพจร้านทอง หลอกลงทุนเทรดหุ้น พบเงินหมุนเวียนกว่า 1.2 พันล้าน จับเพิ่มหญิงวัย 63 เอี่ยวเครือข่าย

61

ตำรวจสอบสวนกลางเดินหน้าปราบแก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ ปลอมเพจร้านทองชื่อดัง ลวงเหยื่อเทรดหุ้นทองคำ อ้างผลตอบแทนสูง สุดท้ายถอนเงินไม่ได้ พบเส้นทางเงินสะพัดกว่าพันล้านบาท ล่าสุดจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 ราย พร้อมเตือนประชาชนอย่าให้ยืมบัญชีหรือซิมการ์ด เสี่ยงโทษหนัก

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติการ “CIB Anti-Online Scam ขุดรากแก๊งปลอมเพจหลอกชวนเทรดหุ้น” เดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ หลังพบพฤติการณ์ปลอมเพจเฟซบุ๊กร้านทองชื่อดัง ชักชวนประชาชนร่วมลงทุนเทรดหุ้นทองคำ อ้างผลตอบแทนสูงร้อยละ 20–30

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม น.ส.อนงลักษณ์ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 3622/2566 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ได้บริเวณหน้าสถานีตำรวจ ต.ท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายจะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการจ่ายผลตอบแทนจริงในช่วงแรก ก่อนจะอ้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถอนเงิน และตัดขาดการติดต่อในที่สุด ส่งผลให้มีผู้เสียหายมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4 ล้านบาท ต่อมาตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกว่า 50 ราย

ก่อนหน้านี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้แล้ว 26 ราย ในจำนวนนี้เป็นหัวหน้าแก๊งระดับสั่งการชาวจีน 4 ราย ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก อาทิ สมุดบัญชีธนาคาร ซิมการ์ด คอมพิวเตอร์ และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินพบเงินหมุนเวียนในขบวนการสูงถึง 1,200 ล้านบาท

สอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าเคยถูกชักชวนให้เปิดซิมการ์ดและสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน โดยได้รับค่าตอบแทน 200 บาท ก่อนมาทราบภายหลังว่าข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้เปิดบัญชีธนาคารและผูกซิมเพื่อก่ออาชญากรรมออนไลน์

ตำรวจสอบสวนกลางขอเตือนประชาชน การให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารหรือซิมการ์ด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการจัดหา โฆษณา หรือสนับสนุน โทษจะหนักขึ้น จำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000–500,000 บาท พร้อมย้ำให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้หลอกลวงหรือฟอกเงินในอนาคต.