หวัง ‘รัฐบาลใหม่’ ทำทันที​ 1 ตำบล 1 ศูนย์จัดการภัยพิบัติ​ แก้ กม.ให้ชุมชนใช้เงินก่อนเกิดเหตุได้

102

เปิดข้อเสนอ Policy Forum: การจัดการภัยพิบัติ “กรรมการสุขภาพแห่งชาติ” หวังว่าที่รัฐบาลทำทันที ผุด 1 ตำบล 1 ศูนย์จัดการภัยพิบัติ – ตั้งกองทุนภัยพิบัติชุมชน – แก้กฎหมายเปิดช่องให้ชุมชนสามารถใช้เงินเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ หลังมติ ครม. 2 ธ.ค. 2568 เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย-แนวทางการดำเนินการดังกล่าวไปแล้ว

เวทีเสวนา “Policy Forum: การจัดการภัยพิบัติ” ภายใต้กิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ได้เปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อการจัดการภัยพิบัติ และกลั่นกรองข้อเสนอเชิงนโยบายให้พรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาลใหม่

นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ข้อเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติ มีการจัดตั้งกองทุนการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน มีงบประมาณ และสามารถประกาศภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเตรียมพร้อมรับมือ ป้องกัน ระดมเครื่องมือและทรัพยากรในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที ก่อนที่หน่วยงานรัฐหรือจังหวัดจะประกาศและเข้ามาให้การช่วยเหลือ โดยข้อเสนอนี้ภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้ร่วมกันผลักดันและนำเสนอมาเป็นเวลาหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอ ฉะนั้นส่วนตัวเห็นว่า ภายหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ สิ่งที่รัฐบาลใหม่สามารถดำเนินการได้ทันทีคือการแก้ไขระเบียบให้เอื้อต่อมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ โดยให้มีแนวปฏิบัติในการใช้เงินเพื่อเตรียมการป้องกันก่อนเกิดภัยพิบัติ รวมถึงการมีนโยบายในการส่งเสริมชุมชนและท้องถิ่นเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ด้วยแนวทาง 1 ตำบล 1 ศูนย์จัดการภัยพิบัติ ถัดจากนั้นก็ควรมีนโยบายในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้เอื้อต่อการกระจายอำนาจเพื่อที่ท้องถิ่นและชุมชนจะจัดการภัยพิบัติเองได้

นอกจากนี้ ควรจะต้องมีโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติใหม่ โดยอาจยกระดับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้กลายเป็นหน่วยงานระดับชาติ เช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยแห่งชาติ แทนที่จะเป็นเพียงระดับกรม นอกจากนี้ ยังไม่ควรที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์อีกต่อไป แต่หลังจากนี้ควรให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ซึ่งมีความเข้าใจในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการแทน แต่ผู้บริหารเหล่านี้ก็จะต้องผ่านหลักสูตรการบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ด้วย

นายไมตรี กล่าวอีกว่า ในฐานะหนึ่งในกรรมการ คสช. ซึ่งเป็นกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะ จนที่ผ่านมาสามารถทำให้นโยบายภัยพิบัติเข้าสู่ ครม. มองว่ากลไกนี้เป็นเครื่องมือและกระบวนการสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ เข้าสู่ระดับนโยบาย โดยหลังจากนี้ คสช. หรือ สช. อาจต้องมีคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดทำแผนหรือขั้นตอนในการนำมติ ครม. ไปสู่การปฏิบัติ เช่น มีคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย ไปรับฟังความเห็น ที่ไม่ปล่อยให้ ปภ. ทำอยู่ฝ่ายเดียว รวมถึงมติสมัชชาสุขภาพฯ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องวิเคราะห์ว่าจะเคลื่อนอย่างไร เมื่อไร มีใครบ้างเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้จะทำให้ คสช. เดินหน้าการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้จริง

นายอนันต์ แสงบุญ คณะทำงานเลขานุการ ศูนย์รับมือภัยพิบัติชุมชนตำบลชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า บทบาทการจัดการภัยพิบัติในเบื้องต้น หลายคนมองไปที่ อปท. เพราะเป็นที่ผ่านของงบประมาณ มีทรัพยากร แต่อยากชวนมองว่าในระดับหมู่บ้านเองก็มีงบประมาณของตน ไม่ว่าจะเป็นบัญชีกองทุนพัฒนาหมู่บ้าน ที่ผู้ใหญ่บ้านทุกคนจะต้องเปิดไว้และเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย (มท.) มีกองทุนประปาหมู่บ้าน ซึ่งบางแห่งที่มีขนาดใหญ่ บริหารจัดการได้ดี อาจมีผลกำไรไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติอะไรแล้ว หมู่บ้านก็สามารถบริหารจัดการในเบื้องต้นได้


นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. 2567 ถัดมาในช่วงเดือน ธ.ค. ทางชุมชนตำบลชมภู ได้รับการสนับสนุนจาก สช. ในการจัดตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติชุมชน โดยเล็งเห็นว่าในหมู่บ้านนั้นมีทรัพยากร มีกองทุน และทุนสำคัญที่สุดคือ บุคคล ผู้ที่มีจิตอาสา เป็นส่วนที่ถักทอให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งบทเรียนเมื่อเกิดภัยขึ้น สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ที่มีจิตอาสาได้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด โดยดูว่าพื้นที่ต้องการจิตอาสาด้านใดบ้าง เช่น อาสาขนย้ายผู้ป่วย อาสานำทาง ไปจนถึงอาสาช่างชุมชน ในช่วงของการฟื้นฟู เป็นต้น


“น้ำท่วมในปลายปี 2567 เฉพาะเงินชดเชยเยียวยาหลังคาเรือนละ 9 พันบาท ตำบลผมได้รับงบมา 27 ล้านบาท ยังไม่นับรวมเงินค่าชดเชยจากการประกอบอาชีพอื่นๆ บางครัวเรือนได้รับงบชดเชยทำความสะอาดบ้าง ล้างโคลนบ้าง ส่วนท้องถิ่นผมใช้งบในการจัดซื้อกระสอบทราย 7 แสนบาท ใช้ประกอบอาหารให้ผู้ประสบภัยทั้งหมดอีกเกือบ 2 ล้านบาท ฉะนั้นรวมแล้วพื้นที่ตำบลหนึ่งต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 30-50 ล้านบาท ต่อให้หมู่บ้านหรือชุมชนจะมีทรัพยากรของตนเอง ก็ทำได้เพียงเตรียมความพร้อมก่อนภัยมาถึง แต่กระบวนการเหล่านี้ก็ยังต้องได้รับการหนุนเสริม หากเราสามารถปักหมุดพื้นที่ในประเทศไทย ดูว่ามีหมู่บ้านหรือชุมชนไหนที่จะต้องเผชิญเหตุภัยพิบัติชนิดใดบ้าง ก็สามารถตั้งชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลเพื่อที่จะสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การขยายผลที่อื่นๆ ต่อไปได้” นายอนันต์ กล่าว


ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสนทนาภายในเวที ยังได้มีการหารือแลกเปลี่ยนร่วมกันในหลายประเด็น โดยมีความเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการขาดหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลด้านภัยพิบัติที่เป็นอิสระ สนับสนุนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ชุมชน จัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง การแก้ไขปรับปรุงเรื่องของระเบียบงบประมาณให้สามารถใช้ในการป้องกันก่อนเกิดภัยพิบัติได้ รวมไปถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการจัดการ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะถูกรวบรวมเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอของ “Policy Watch Connect 2026” เพื่อส่งต่อไปถึงพรรคการเมืองในห้วงของการเลือกตั้ง 2569 ต่อไป

ด้าน ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้งบประมาณเพื่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุน้อยมาก มองว่าจำเป็นจะต้องเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องของการประเมินความเสี่ยง ที่จะมีส่วนไปถึงการตั้งงบประมาณ และในยุคปัจจุบันที่โลกมีความแปรปรวน เราก็จะต้องประเมินความเสี่ยงให้สูงไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นดังตัวอย่างกรณี อ.หาดใหญ่ ที่ผ่านมา


ดร.พิจิตต ยังกล่าวอีกว่า ขอแสดงความชื่นชมสมุดปกแดง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ภาคีเครือข่ายได้พัฒนาและเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นรายละเอียดบทเรียนจากประสบการณ์ตั้งแต่มี พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ มา แต่เชื่อว่าแม้พรรคการเมืองต่างๆ จะมีนโยบายจัดการภัยพิบัติ แต่เมื่อถึงเวลาบริหารจริงก็จะมีเรื่องอื่นๆ แทรกเข้ามาจนไม่ได้ทำ ดังนั้นจึงอยากเสนอให้พรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศมีการจัดลำดับความสำคัญให้ดี และเวทีของภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันนี้ ก็จะคอยช่วยกันกระตุ้นเตือนรัฐบาลในสิ่งที่สัญญาเอาไว้ด้วยเช่นกัน