กสม. รับเรื่อง “เน-เหยื่อคดีข่มขืนสาวจีน”ร้องสอบวินัย-จริยธรรมตำรวจชุดจับกุม ฐานด่วนสรุปความผิดทำลายอนาคตพังยับเยิน

97

เวลา 10.30 น.วันที่ 13 ม.ค.69 ที่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชั้น 6 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับหนังสือร้องเรียนจากนายธนภัทร หรือ เน (สงวนนามสกุล)อายุ 36 ปี อดีตผู้ต้องหาในคดีข่มขืนนักท่องเที่ยวหญิงสาวชาวจีนที่เป็นข่าวดังเมื่อปี 2567 โดยมี ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี หรือ “ทนายความเพื่อผดุงความยุติธรรม” พาเข้ามายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง

นายธนภัทร หรือเน กล่าวว่า ตนต้องการเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิของความเป็นมนุษย์กลับคืนมา หลับถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดีข้อหาข่มขืน เมื่อศาลตัดสินว่าตนไม่ผิด คดีสิ้นสุดแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ สังคมเชื่อตามที่ตำรวจและสื่อมวลชนพิพากษาตนไปก่อนหน้าแล้ว

นางสาวสุภัทรา กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ร้องเรื่องร้องเรียนแล้วจะนำเข้าที่ประชุมคณะกลั่นกรองที่มีนัดประชุมตอนบ่ายทุปวันจันทร์ว่าเรื่องใดควรจะต้องทำการตรวจสอบ ก่อนเรียกหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม ซึ่งมีหลายๆ เรื่อง ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบก็ส่งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ออกข้อเสนอแนะไปได้ทันทีเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ร้องเรียนเหล่านั้นในรายบุคคลหรืออาจจะเป็นในเชิงนโยบายหรือกฎหมาย โครงสร้างที่เป็นปัญหา

อย่างกรณีของผู้ร้องรายนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาได้รับการรับรองไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.29 วรรคสอง ระบุว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”ซึ่งเป็นกติการะหว่างประเทศด้วย ตัวผู้ร้องเขามีสิทธิเสรีภาพ ในข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ นามสกุล แซ่ ของเขาต้องไม่ถูกเผยแพร่ ปกติสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีระเบียบข้อกำหนดในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในคดีต่างๆ อยู่อย่างชัดเจนว่าไม่ให้ดำเนินการ แต่เราก็จะเห็นกันอยู่เนื่องๆกสม เองเห็นความสำคัญในเรื่องที่ผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา ซึ่งมีลักษณะเดียวกันนี้จำนวนมากต่อปี ซึ่งมีเรื่องที่ร้องเรียนในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา มากสุดเป็นอันดับ 1 ตั้งแต่การจับกุม การควบคุมตัว การจำคุกฟรี กสม เราพยายามแก้ไขในเชิงระบบด้วยไม่ใช่เพียงแค่รายบุคคลเท่านั้น

ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญในการร้องเรียน กสม.คือ มีการละเมิดสิทธิและหลักการบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ขอให้ กสม.ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมมีการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนในลักษณะฟันธงว่านายธนภัทรเป็นผู้กระทำความผิดจริง มีการใช้ฉายา “เน-วินหื่น” และกล่าวหาว่ามีเหยื่อรายอื่นอีกจำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล ส่งผลให้ผู้เสียหายถูกตราหน้าจากสังคมและสูญเสียสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ด้าน​ นางสาวสุภัทรา กล่าวว่า กรณีที่ผู้เสียหายต้องติดคุกฟรี 1 ปี 3 เดือน หลังการต่อสู้คดี ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจนคดีถึงที่สุดแล้ว พิสูจน์ได้ว่านายธนภัทรไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องสูญเสียอิสรภาพไปนานกว่าปีเศษ​ ตรวจสอบวินัยและจริยธรรม ขอให้ กสม. ดำเนินการตรวจสอบและเสนอให้มีการลงโทษทางวินัยและจริยธรรมต่อข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือการทำหน้าที่เกินขอบเขตจนสร้างความเสียหายต่อประชาชน

ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “นี่คือกรณีตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐที่ขาดความรอบคอบและทำลายชีวิตคนคนหนึ่งเพียงเพื่อผลงานการจับกุม ตนพาเขามาที่นี่เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเรียกร้องให้องค์กรตำรวจต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ‘แพะรับบาป’ เช่นนี้กับประชาชนรายอื่นอีก”

ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า หลักการ “การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) คือหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกละเมิดอย่างชัดเจนในคดีของคนไทยรายนี้

(1) ความหมายทางกฎหมาย (ม. 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญไทย)หลักการนี้ระบุว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”

(2)สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ (การละเมิดหลักการ) ตำรวจตัดสินล่วงหน้า การใช้ฉายา “เน-วินหื่น” และการให้ข้อมูลข่าวว่า “ออกล่าเหยื่อทุกวัน” เป็นการชี้นำสังคมว่าบุคคลนี้เป็นอาชญากรไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสืบพยาน, สื่อกระพือข่าว การนำเสนอข่าวในเชิง “ความสะใจ” โดยไม่ระบุว่าเป็นเพียงการ “กล่าวหา” ทำให้ผู้เสียหายถูกพิพากษาโดยสังคม (Trial by Media) และการปฏิบัติเสมือนผู้ผิด การถูกควบคุมตัวนานถึง 1 ปี 3 เดือน (ติดคุกฟรี) ทั้งที่ภายหลังศาลตัดสินยกฟ้อง สะท้อนถึงความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งต้องได้รับหลักประกันที่จำเป็นทั้งปวงในการต่อสู้คดี”

“ความบริสุทธิ์ที่มาไม่ถึง”เมื่อศาลยกฟ้อง (ความบริสุทธิ์ปรากฏ) แต่ชีวิตนายธนภัทรกลับพังพินาศไปแล้ว ใครจะเป็นผู้กอบกู้ศักดิ์ศรีที่เสียไป?
“ตำรวจไม่ใช่ผู้พิพากษา”
ตำรวจมีหน้าที่หาพยานหลักฐาน ไม่ใช่มีหน้าที่ตั้งฉายาหรือด่าทอผู้ต้องหาผ่านสื่อ เพื่อสร้างผลงาน

ในยุคดิจิทัล “รอยเท้าดิจิทัล” (Digital Footprint) ของข่าวร้ายมักจะอยู่ยาวนานกว่าความจริงที่ปรากฏภายหลัง เรื่องนี้สิ่งที่สื่อมวลชน “ควรทำ” เพื่อแก้ไขและแสดงความรับผิดชอบ

(1)​ การแก้ไขพาดหัวและเนื้อหา (Update & Correct) -สื่อที่เคยนำเสนอข่าวการจับกุม ควรกลับไปอัปเดตเนื้อหาในลิงก์เดิมว่า “ศาลยกฟ้องแล้ว” หรือ “ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์” ไว้ที่หัวข้อข่าวหรือย่อหน้าแรก เพื่อให้คนที่ค้นหาผ่าน Google เจอข้อมูลที่ถูกต้องทันที

(2)การทำข่าว “ล้างมลทิน” (Follow-up Story) – สื่อควรให้พื้นที่ในการนำเสนอข่าวตอนที่ศาลยกฟ้อง ด้วยน้ำหนักและพื้นที่ที่เท่ากับ (หรือมากกว่า) ตอนที่นำเสนอข่าวการจับกุม เพื่อเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้ผู้เสียหาย

(3) การประสานงานเพื่อลบหรือปิดกั้นเนื้อหา (Right to be Forgotten) – ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว สื่อควรพิจารณาถอดวิดีโอหรือโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่มีการระบุชื่อ-นามสกุล หรือใบหน้าของผู้บริสุทธิ์ออก หรืออย่างน้อยต้องปิดคอมเมนต์ที่สร้างความเกลียดชัง